วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มะม่วง เป็นอาหารคนท้องที่ดี !

มะม่วง เป็นอาหารคนท้องที่ดี !

อาหารคนท้อง


          หากพูดถึงผลไม้ยอดนิยมของว่าที่เป็นอาหารคนท้องแล้ว ‘มะม่วง' คงจะเป็นผลไม้อันดับต้นๆ ที่นึกถึง เพราะเป็นผลไม้ที่มีหลากรสทั้งเปรี้ยวหรือหวาน นอกจากจะอร่อยแล้วยังมากด้วยคุณค่าด้วยค่ะ

อาหารคนท้อง


กินมะม่วง..ระหว่างมีการตั้งครรภ์
          ในมะม่วงอุดมด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะกินแบบดิบหรือสุกก็ได้คุณค่าไม่แพ้กัน

* ฟอสฟอรัสและแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันของคุณแม่ให้แข็งแรง ไม่เปราะหรือหักง่าย และยังช่วยในการสร้างกระดูกและฟันให้กับทารก

* วิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันโรคหวัด เลือดออกตามไรฟัน

* วิตามินบี 1 ป้องกันอาการเหน็บชา และตะคริว

* วิตามินบี 2 ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด

* เบตาแคโรทีน บำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส และช่วยบำรุงดวงตาให้สดใส

* เส้นใย ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ป้องกันอาการท้องผูกหรือริดสีดวงทวารระหว่างการตั้งครรภ์

มะม่วงดิบ...มะม่วงสุก
          ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงดิบหรือมะม่วงสุกก็มีปริมาณน้ำตาลเท่าๆ กัน แต่จะอยู่ในรูปของแป้งและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเมื่อตอนสุกแล้ว ดังนั้น มะม่วงดิบจะมีคาร์โบไฮเดรตมากกว่า ส่วนมะม่วงสุกมีน้ำตาล ผลไม้และเบตาแคโรทีนมากกว่า
       
          แม้ว่ารสเปรี้ยวของมะม่วงดิบจะช่วยแก้อาการแพ้ท้องและคลื่นไส้อาเจียนได้ แต่หากกินในปริมาณมากเกินไปร่วมกับเครื่องเคียงต่างๆ เช่น กะปิ น้ำปลาหวาน อาจทำให้คุณแม่ปวดท้องหรือท้องเสียได้ จึงควรระมัดระวัง
สำหรับมะม่วงสุกนั้น นอกจากจะมีรสหวานจากน้ำตาลผลไม้ที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นแล้ว ยังสามารถใช้บำรุงผิวหน้าได้ โดยการนำไปปั่นแล้วนำมาพอกหน้า สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ซึ่งในมะม่วงสุกมีวิตามินซีมากกว่ามะนาวถึง 3 เท่า จะช่วยให้ผิวหน้าเรียบ นุ่ม ชุ่มชื่นและสดใสด้วย

แพ้ท้องต้องกินเปรี้ยว?
          ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในช่วงสร้างรกทำให้ร่างกายของคุณแม่เปลี่ยนอาจมีอาการแพ้ท้อง ซึ่งในแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงคือความอยากอาหาร เช่น อยากกินรสเปรี้ยว ของหวาน อาหารหมักดอง หรือของแปลกๆ แต่รสเปรี้ยวมักจะเป็นรสชาติพื้นๆ ที่คุณแม่มักจะเอ่ยถึงในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งถ้าไม่กินรสเปรี้ยวจัดจนไปกระตุ้นการกัดของกระเพาะอาหารก็สามารถกินได้และไม่เป็นอันตรายใดๆ กับการตั้งครรภ์


ที่มา : http://women.sanook.com/7021/
ดูเรื่องราวอื่นๆสำหรับคนท้อง : http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คุณรู้จัก "การตั้งครรภ์" ดีพอแล้วหรือยัง ?

การตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์คืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร?


          การตั้งครรภ์ (Pregnancy) คือ ภาวะที่เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิ แล้วได้ตัวอ่อนเกิดขึ้น ในการตั้งครรภ์ที่ปกติตัวอ่อนจะไปฝังที่เยื่อบุโพรงมดลูก จากนั้นตัวอ่อนซึ่งมีเซลล์เดียว ก็จะแบ่งตัวและพัฒนาเป็นอวัยวะต่างๆ และเจริญเป็นทารกต่อไป ซึ่งโดยทั่วไป ในผู้หญิงปกติที่มีประจำเดือนทุกๆประมาณ 4 สัปดาห์ จะมีอายุครรภ์ประมาณ 40 สัปดาห์ หรือ 280 วัน นับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งล่าสุด

อะไรคือครรภ์เสี่ยงสูง?

          ครรภ์เสี่ยงสูง คือ ภาวะตั้งครรภ์ที่อาจเกิดอันตรายต่อมารดาและ/หรือต่อทารกในครรภ์ได้ เช่น การที่มารดามีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเอง และ โรคมะเร็ง ซึ่งการตั้งครรภ์อาจส่งผลให้โรคของมารดาที่ตั้งครรภ์แย่ลง และอาจส่งผลอันตรายต่อทารกในครรภ์ด้วย
สาเหตุที่ทำให้การตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูงที่พบบ่อย คือ
มารดามีอายุน้อย (น้อยกว่า 15 ปี) หรือ อายุมาก (มากกว่า 35 ปี)
มารดา อ้วน น้ำหนักตัวเกิน หรือผอมมาก หรือมีโรคประจำตัวเรื้อรังเช่นดังกล่าวแล้ว
มารดามีประวัติการตั้งครรภ์ผิดปกติมาก่อน เช่น แท้ง หรือการคลอดก่อนกำหนด

การตั้งครรภ์มีกี่ระยะ? แต่ละระยะมีอาการอย่างไร?

ในทางการแพทย์นั้น การตั้งครรภ์ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ นั่นคือ ระยะที่มีการตั้งครรภ์ ระยะที่มีการเจ็บครรภ์คลอด และ ระยะหลังคลอด
ระยะที่มีการตั้งครรภ์
ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาจจะมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอาการตอนเช้า รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ อาการจะดีขึ้นเมื่อผ่านช่วง 3เดือนแรกไปแล้ว นอกจากนั้นอาจจะมีอาการอ่อนเพลีย ท้องผูกได้บ้างในบางคน
เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นประมาณ 20 สัปดาห์ จะรู้สึกได้ถึงการดิ้นของทารก หญิงตั้ง ครรภ์ควรที่จะต้องสังเกตการดิ้นของทารกในครรภ์ทุกวันเพื่อดูว่าทารกในครรภ์ยังมีชีวิตดีอยู่หรือไม่ (ซึ่งถ้าสงสัยเด็กดิ้นผิดปกติ เช่น ดิ้นลดลง หรือไม่ดิ้น ต้องรีบพบสูตินรีแพทย์) นอก จากนั้นอาจพบว่ามีการบวมที่ขาทั้งสองข้างได้เล็กน้อย
ระยะที่มีการเจ็บครรภ์คลอด จะมีอาการต่างๆดังนี้
o อาการเจ็บครรภ์คลอด จะมีลักษณะปวดทั่วท้องทั้งหมด ท้อง/มดลูกแข็งเกร็งเกิดจากการหดรัดตัวของมดลูก โดยอาการปวดจะบีบและคลายเป็นพักๆสม่ำเสมออย่างน้อย 10 นาทีต่อครั้ง ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่เอวร่วมด้วย
o มีมูกปนเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งแสดงว่ามีการเริ่มเปิดของปากมดลูก พร้อมที่จะคลอดแล้ว
o การมีน้ำเดิน คือ การมีน้ำใสใสไหลออกทางช่องคลอด กลั้นไม่ได้เหมือนปัสสาวะ ทั้งนี้เกิดจากถุงน้ำคร่ำแตก
ระยะหลังคลอด
ในระยะหลังคลอดจะยังคงมีเลือดไหลออกทางช่องคลอดในปริมาณไม่มาก ซึ่งเรียกว่าน้ำคาวปลา ในช่วงแรกจะมีสีแดงสด จากนั้นจะค่อยๆจางลงเป็นสีน้ำตาล และเปลี่ยน เป็นสีใสๆ โดยน้ำคาวปลาควรจะหมดภายใน 2-4 สัปดาห์ ซึ่งถ้าน้ำคาวปลาผิดปกติ เช่น เป็นเลือดสดตลอดเวลา หรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ หรือเมื่อผ่านระยะเวลานี้ไปแล้วยังคงมีน้ำคาวปลาอยู่ ควรรีบพบสูตินรีเวช เพราะอาจมีการติดเชื้อในมดลูก หรืออาจมีรกค้างอยู่ได้
การมีอาการปวดบริเวณท้องน้อยบีบเป็นพักๆ โดยอาการจะเกิดขึ้นเมื่อมารดาให้นมบุตร อาการที่เกิดขึ้นเป็นภาวะปกติ แสดงว่ามดลูกกำลังหดตัวเข้าสู่อุ้งเชิงกราน
การขับปัสสาวะหลังคลอด ในช่วง 2-3 วันแรก ปริมาณปัสสาวะที่ออกจะออกมาก กว่าปกติ เนื่องจากร่างกายขับน้ำส่วนเกินที่เกิดจากการตั้งครรภ์ออกจากร่างกาย
ภายหลังคลอดอาจเกิดอาการผิดปกติทางด้านจิตใจได้ เช่น อาการซึมเศร้า วิตกกังวล ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจาก ปัญหาความสับสนในบทบาทของมารดา และภรรยา โดยอาการจะค่อยๆกลับเป็นปกติภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่ถ้าอาการเหล่านี้เรื้อรัง ควรรีบพบสูตินรีแพทย์

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตั้งครรภ์?

อาการที่แสดงว่าอาจมีการตั้งครรภ์ คือ
1. ประจำเดือนขาด
2. คลื่นไส้ อาเจียน มักมีอาการช่วงเช้า หรือมีอาการมากในช่วงเช้า
3. อยากอาหารแปลกๆ
4. อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน
5. อาจปวดศีรษะบ่อยขึ้น แต่ไม่รุนแรง
6. มีการเปลี่ยนแปลงของเต้านม เต้านมและหัวนมขยายใหญ่ขึ้น อาจรู้สึกเจ็บเต้านมและหัวนม
7. ปัสสาวะบ่อยๆ เพราะขนาดมดลูกโตขึ้นจึงกดเบียดทับกระเพาะปัสสาวะ กระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น
ในกรณีที่มีอาการดังกล่าวและสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ อาจตรวจยืนยันการตั้งครรภ์เองโดยการไปซื้อแถบตรวจปัสสาวะดูการตั้งครรภ์จากร้านขายยาขนาดใหญ่ มาตรวจ ซึ่งหลังจากจุ่มแถบตรวจกับปัสสาวะ ถ้าพบว่าแถบขึ้น 2 ขีด แสดงว่า มีการตั้งครรภ์ในกรณีที่ไม่แน่ใจ ควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์

แพทย์วินิจฉัยได้อย่างไรว่าตั้งครรภ์?

แพทย์จะทำการวินิจฉัยว่าตั้งครรภ์โดยดูจาก ประวัติอาการ ประวัติเพศสัมพันธ์ ประวัติขาดประจำเดือน การตรวจร่างกาย การตรวจภายใน และมีการยืนยันผลการตรวจโดยการนำปัสสาวะไปตรวจดูการตั้งครรภ์

เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ควรพบแพทย์เมื่อไร?

เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีที่เป็นไปได้เพื่อจะได้ทำการฝากครรภ์ ประเมินอายุครรภ์ที่แน่นอน ประเมินว่ามีภาวะเสี่ยงในการตั้งครรภ์หรือไม่ นอกจากนั้นยังมีการตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์) หรือไม่ รวมถึงการตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมียด้วยเพื่อการดูแลทารกตั้งแต่ในครรภ์

จะดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อตั้งครรภ์

การดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์ ที่สำคัญ คือ
การรับประทานอาหาร หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับประทานอาหารเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ประมาณ 300 กิโลแคลอรีต่อวัน ไม่มีอาหารที่ต้องงด ควรได้รับธาตุเหล็กเสริมระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งโดยทั่วไปเมื่อมาฝากครรภ์ หญิงตั้งครรภ์จะได้รับธาตุเหล็กในรูปยาเม็ด และควรรับประทานวันละเม็ดตลอดการตั้งครรภ์
การออกกำลังกาย หญิงตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ ถ้าไม่มีอาการเหนื่อยเกินไปหรือเป็นการออกกำลังกายชนิดที่เกิดอันตราย
การทำงาน ควรหลีกเลี่ยงงานที่ต้องออกกำลังมาก ไม่ควรทำงานต่อเนื่องจนเกิดอา การเหนื่อยมาก ควรมีเวลาพักระหว่างวัน หญิงตั้งครรภ์ที่เคยคลอดบุตรน้ำหนักน้อยมาก่อนควรจำกัดการทำงานไม่ให้มากเกินไป
การเดินทาง หญิงตั้งครรภ์สามารถเดินทางได้ แต่มีข้อควรปฏิบัติคือ ควรมีโอกาสลุกเดินบ้างทุก 2-3 ชั่วโมง กรณีที่นั่งรถยนต์ควรใช้เข็มขัดนิรภัยอย่างเคร่งครัด
การเลือกใช้เสื้อผ้า ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่รัดแน่น
การขับถ่ายอุจจาระท้องผูก และมีโอกาสเป็นริดสีดวงทวารหนักได้มากขึ้น จึงควรพยายามป้องกันไม่ให้ท้องผูก โดยดื่มน้ำให้มากพอ รับประทานอาหารที่มีใยอาหารมากขึ้น (ผักและผลไม้) และออกกำลังกายพอสมควร หญิงตั้งครรภ์มักมีอาการ
การดูแลสุขภาพฟัน หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจสุขภาพฟันจากทันตแพทย์ และถ้ามีปัญหาก็ทำการรักษาได้ตามที่ทันตแพทย์เห็นสมควร
การมีเพศสัมพันธ์ สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ยกเว้นในช่วงเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์
การสูบบุหรี่ หญิงตั้งครรภ์และสามีควรงดสูบบุหรี่ เนื่องจากมีผลต่อน้ำหนักตัวของทารกในครรภ์
การดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ควรดื่มสุรา/แอลกอฮอล์ในช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากสุราจะทำให้เกิดภาวะทารกเจริญเติบโตช้า ปัญญาอ่อน หรืออาจจะมีรูปร่างพิการแต่กำเนิดได้


ข้อห้ามขณะตั้งครรภ์มีอะไรบ้าง?
          ข้อห้ามสำคัญขณะตั้งครรภ์ คือ การใช้ยาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยขณะตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เนื่องจากยาบางอย่างอาจส่งผลให้ทารกพิการได้
          นอกจากนั้น ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์มีโรคประจำตัว รวมทั้งโรคธาลัสซีเมีย ควรรีบไปฝากครรภ์เพื่อประเมินความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ว่า การตั้งครรภ์จะส่งผลต่อมารดาและทารกในครรภ์หรือไม่


อ่านเรื่องการตั้งครรภ์เพิ่มเติมได้ที่ : http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/



วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

15 สัญญาณเตือนนี่อาจเป็น "อาการคนท้อง"

15 อาการคนท้อง

15 สัญญาณเตือนนี่อาจเป็น "อาการคนท้อง"


          ผ่านมา 2-3 สัปดาห์หลังจากกุ๊กกิ๊กมุ้งมิ้งกัน ตอนนี้ก็เลยอยากรู้แล้วว่า "เจ้าตัวน้อยมีวี่แววจะมาไหมนะ?" กว่าจะใช้อุปกรณ์ตรวจการตั้งครรภ์ หรือไปหาคุณหมอได้ก็ต้องรอจนกว่าประจำเดือนจะมาช้าไปสัก 5-10 วันโน่น ระหว่างที่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอ ลองสังเกตตัวเองกันหน่อยดีไหม? มีอาการคนท้อง 15 ข้อที่อาจบ่งบอกว่า คุณกำลังจะเป็นคุณแม่แล้ว มาลองดูกันเลย!

อาการคนท้อง


1. อาการคนท้อง : ลมหายใจติดขัด
หมู่นี้คุณต้องหอบหายใจเมื่อก้าวขึ้นบันไดรึเปล่า? นี่อาจไม่ใช่เพราะร้างลาจากฟิตเนสเท่านั้นนะ ตัวอ่อนในครรภ์ต้องการออกซิเจน ร่างกายของคุณจึงต้องพยายามหายใจเอาอากาศเข้าไปให้มากขึ้น ปกติแล้ว อาการหายใจขัดมักเริ่มต้นในช่วงไตรมาสสอง แต่คุณแม่บางคนก็อาจเริ่มหอบเหนื่อยได้ตั้งแต่ช่วงแรก แย่หน่อยที่อาการนี้จะต่อเนื่องไปตลอด 9 เดือนของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่มดลูกขยายใหญ่จะเบียดพื้นที่ในช่องอก จะยิ่งรู้สึกอึดอัด (เอาน่า พอลูกเลื่อนลงไปอยู่ใกล้ปากมดลูกช่วงก่อนคลอด อาการจะทุเลาไปเอง)


2. อาการคนท้อง : เจ็บหน้าอก
อาการคัดตึงเต้านมเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ ผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกได้ว่ามีอาการคัดตึงเต้านม หรือรู้สึกเจ็บเล็กน้อยบริเวณหัวนม ตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์แรก ตลอด 9 เดือน หน้าอกของคุณจะค่อยๆ ใหญ่ขึ้นและหนักขึ้นไปตามอายุครรภ์ หน้าอกอาจนุ่มขึ้น, วงปานนมมีสีเข้มขึ้น หรือเห็นเส้นเลือดดำบริเวณเต้านมได้ชัดเจน

3. อาการคนท้อง : อ่อนเพลีย
ทั้งที่มีหนังสือนิยายสืบสวนเล่มใหม่อยู่ในมือ แต่อ่านไปได้ 4-5 หน้าก็ต้องปิดไฟเข้านอนเสียแล้ว ความอ่อนเพลียนี้เป็นผลจากระดับฮอร์โมน และจะต่อเนื่องไปจนหมดไตรมาสที่หนึ่ง กว่าจะทุเลาก็เมื่อเข้าไตรมาสที่สองแล้วนั่นแหละ ระหว่างนี้ก็รีบเข้านอนเร็วๆ, กินอาหารที่มีธาตุเหล็ก, โปรตีน และดื่มน้ำให้มากขึ้น แต่ต้องเลี่ยงชากาแฟ และขนมหวาน (ให้พลังงานจริง แต่เป็นพลังงานระยะสั้นที่มีน้ำตาลสูง)

4. อาการคนท้อง : คลื่นไส้อาเจียน
อาการคลื่นไส้อาเจียนมักเริ่มต้นในสัปดาห์ที่หกหลังการปฏิสนธิ แต่คุณแม่บางคนก็อาจอออกอาการตั้งแต่ช่วงแรก สาวๆ ส่วนใหญ่รู้สึกคลื่นไส้ในตอนเช้า แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่โชคร้ายหน่อย เพราะต้องวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาเจียนทั้งเช้า-กลางวัน-เย็น

5. อาการคนท้อง : ปัสสาวะบ่อย
ง่วงแทบลืมตาไม่ขึ้น แต่ก็ต้องลุกไปห้องน้ำกลางดึกอยู่บ่อยๆ นี่อาจเป็นสัญญาณการตั้งครรภ์ เพราะร่างกายของแม่ตั้งครรภ์จะผลิตเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากขึ้น ไตจึงต้องขับของเสียมากขึ้น ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะรองรับของเหลวมากขึ้นตามไปด้วย

6. อาการคนท้อง : ปวดศีรษะ
อาการปวดศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อยขณะตั้งครรภ์รองจากอาการคลื่นไส้อาเจียน ตัวการหลักก็ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตามเคย แต่บางคนที่มีอาการไมเกรนหรือไซนัสอยู่ก่อนแล้ว อาการอาจยิ่งรุนแรงขึ้นได้ อาจกินยาแก้ปวดพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ แต่ก็ควรดูแลร่างกายด้วยการกินอาหารและพักผ่อนให้เพียงพอ ปรับสภาพแวดล้อม (คุณแม่ที่มีอาการปวดศีรษะหลายคนบอกว่า แสงจ้าๆ จะยิ่งกระตุ้นให้รู้สึกปวด หากคุณมีอาการเช่นนี้ ก็ควรเอาม่านหน้าต่างลง หรือปิดไฟบางดวงไปบ้าง) และผ่อนคลายจิตใจด้วย

7. อาการคนท้อง : ปวดหลัง
ถ้าแผ่นหลังส่วนล่างรู้สึกเจ็บ นี่อาจเป็นเพราะเส้นเอ็นบริเวณนั้นเริ่มคลายตัวเพื่อรองรับสรีระที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง อาการปวดหลังนี้จะทวีขึ้นขณะที่น้ำหนักตัวของคุณค่อยๆ เพิ่มขึ้น พักผ่อนให้มาก และเริ่มต้นบริหารกล้ามเนื้อแผ่นหลังเสียแต่วันนี้

8.อาการคนท้อง :  อยากอาหาร/เบื่ออาหาร
โหยของเปรี้ยวๆ ที่ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ได้ชะงัด แต่ดันเอียนปลานึ่งของโปรดเสียอย่างนั้น ผลการวิจัยชี้ว่า คุณแม่ตั้งครรภ์กว่าร้อยละ 90 จะอยากกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ ตรงกันข้าม คุณแม่ร้อยละ 50-85 จะเกิดอาการเกลียดอาหารบางชนิด

9.  อาการคนท้อง : ท้องผูก/ตัวบวม
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วยังใส่ยีนส์ตัวเก่งได้อยู่เลย ไหงอาทิตย์นี้ยัดไม่เข้า? ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอาจไปกระตุ้นให้กระบวนการย่อยอาหารและขับถ่ายทำงานช้าลง พาให้ท้องผูกและตัวบวมอย่างนี้แหละ ลองดื่มน้ำให้มากขึ้น และกินอาหารที่มีกากไย หรือกินอาหารที่ช่วยระบาย เช่น กล้วยน้ำว้า ดูนะ

10. อาการคนท้อง : อารมณ์เหวี่ยง
ช่วงนี้เป็นบ่อยจนชักรำคาญตัวเอง สาเหตุก็คือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอีกนั่นแหละ จะว่าไปก็เป็นอาการปกติช่วงก่อนมีประจำเดือน แต่แม่ท้องจะอารมณ์เหวี่ยงนานกว่า และดูรุนแรงกว่า

11. อาการคนท้อง : อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น
ปกติแล้ว ก่อนมีประจำเดือน 2 สัปดาห์ อุณหภูมิร่างกายของผู้หญิงมักจะสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าผ่านช่วงที่ประจำเดือนน่าจะมาไปแล้ว (และประจำเดือนไม่มา) และอุณหภูมิร่างกายยังสูงเท่าเดิม ก็อาจแปลว่าคุณกำลังจะมีข่าวดี

12. อาการคนท้อง : จมูกไว
ผลจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้คุณกลายเป็นคนจมูกไว ได้กลิ่นอะไรก็พานเหม็นจนอยากอาเจียนไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นจากถังขยะ, กลิ่นกาแฟถ้วยโปรด, หรือแม้แต่น้ำหอมที่เคยชอบ.

13. อาการคนท้อง : หน้ามืดเป็นลม
ปริมาณน้ำตาลหรือความดันโลหิตที่ลดลง อาจส่งผลให้คุณรู้สึกหน้ามืดตาลายได้ อย่าลืมกินอาหารและดื่มน้ำให้เพียงพอด้วยนะ

14. อาการคนท้อง : เลือดไหล
ถ้าเป็นเลือดใสๆ ที่ไหลออกมาช่วง 2-3 วันก่อนถึงวันที่ประจำเดือนควรจะมา อาจเป็นเลือดที่เกิดระหว่างที่ตัวอ่อนฝังตัวบนผนังมดลูก แบบนี้ก็ไม่ใช่ประจำเดือนหรอกนะ

15. อาการคนท้อง : ประจำเดือนมาช้า
ถ้าประจำเดือนมาช้ามากกว่า 10 วัน ก็ไปซื้อเครื่องตรวจการตั้งครรภ์มาลองตรวจดูได้แล้วละ


         ทั้ง 15 ข้อนี้เป็นเพียงสัญญาณบ่งชี้เท่านั้น อาการผิดปกติบางชนิด เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือตั้งครรภ์ไข่ลม ก็มีลักษณะต่างๆ คล้ายกับการตั้งครรภ์ปกติ แต่การตั้งครรภ์ผิดปกติดังกล่าว ทารกจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ซ้ำยังเป็นอันตรายต่อตัวคุณแม่ ดังนั้น คุณแม่ที่สงสัยว่าตัวเองกำลังจะมีเจ้าเจ้าตัวน้อย ควรไปตรวจครรภ์กับสูติแพทย์เพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจน และเตรียมตัวฝากครรภ์เสียแต่เนิ่นๆ ทันทีที่รู้ว่าตัวตั้งครรภ์ จะปลอดภัยที่สุดค่ะ

เช็คอาการคนท้องอื่นๆ คลิ๊ก !!


ที่มา : http://women.sanook.com/14146/
อ่านเรื่องอื่นเกี๋ยวกับคนท้องเพิ่มเติมได้ที่ : http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/

อาการคนท้อง : ภาวะขาดสารอาหารไม่รู้ตัว !

อาการคนท้อง : ภาวะขาดสารอาหาร !

อาการคนท้อง

          อาการคนท้องหลายคนเป็นโรคกลัวอ้วน จนยอมอดอาหาร อาจทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารโดยไม่รู้ตัว !!



           อาการคนท้องหลายท่านมีความเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตอนตั้งครรภ์ ส่งผลให้หลังคลอดน้ำหนักลดยาก ทำให้ไขมันส่วนเกินเยอะ หลายคนจึงอดอาหารในตอนท้องเพื่อให้น้ำหนักขึ้นน้อย ทั้งที่ความเป็นจริง แม่มักจะลดน้ำหนักได้หลังคลอดหากน้ำหนักขึ้นพอดี ข้อมูลจากงานวิจัยในประเทศอเมริกาพบว่า ตามธรรมชาติ ทันทีหลังคลอด น้ำหนักแม่จะลดลง 5.5 กิโลกรัม อีก 2 สัปดาห์ต่อมาน้ำหนักจะลดลงอีก 4 กิโลกรัม หลังจากนั้นภายใน 6 เดือน น้ำหนักจะลดอีก 2.5 กิโลกรัม อีกทั้งยังพบว่า ยิ่งน้ำหนักแม่เพิ่มมากเท่าไรในขณะตั้งครรภ์ ช่วงหลังคลอดน้ำหนักก็จะลดลงมากเท่านั้น ยิ่งหากแม่ให้นมลูก พร้อมกับออกกำลังกายและควบคุมอาหาร น้ำหนักก็จะยิ่งกลับมาเป็นปกติในช่วงหลังคลอดเร็วขึ้น

           โดยทั่วไปสถาบันการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือไอโอเอ็ม (Institute of Medicine) มีคำแนะนำให้แม่เพิ่มน้ำหนักตอนท้องตามดัชนีมวลกาย ดังนี้



          อาจจะเพราะความเชื่อดังกล่าว จึงพบอาการคนท้องที่แม่ขาดสารอาหารค่อนข้างมากในประเทศไทย ข้อมูลทางการแพทย์ รายงานโดยสำนักโภชนาการ กรมอนามัย จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ในปี พ.ศ. 2545 ประชากรวัยทำงานมีภาวะขาดสารอาหาร ร้อยละ 25.3 ในปี พ.ศ. 2546 มีหญิงตั้งครรภ์ร้อยละ 44.5 เป็นโรคขาดสารไอโอดีน และในปี พ.ศ. 2547 มีหญิงตั้งครรภ์ถึงร้อยละ 12.35 ที่มีอาการคนท้องเป็นภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ฯลฯ

          อาการคนท้องที่เป็นภาวะขาดสารอาหารเหล่านี้จะส่งผลต่อสุขภาพของแม่ท้องอย่างไร และจะแก้ไขได้อย่างไร ?

อาการคนท้องโดยเป็นภาวะขาดสารอาหารคืออะไร 
           คือภาวะที่เกิดจากร่างกายไม่ได้รับวิตามิน เกลือแร่ หรือสารอาหารอื่นๆ ทำให้ไม่เพียงพอต่อการทำงานของร่างกายที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติสุข อาจจะเกิดจากการรับประทานอาหารไม่เพียงพอ มีปัญหาการย่อย การดูดซึมอาหาร หรือปัญหาทางการแพทย์อื่นๆ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการคนท้องลักษณะนี้คือ
1. ขาดสารอาหารมาตั้งแต่ก่อนท้อง

2. รับประทานอาหารได้ไม่เพียงพอ สาเหตุจากความยากจน อาหารมีราคาแพง การขาดแคลนอาหารในท้องถิ่น แพ้ท้อง ท้องอืดแน่น และจากสาเหตุอื่นๆ

3. รับประทานอาหารไม่ถูกวิธี เช่น กินข้าวขัดขาวทำให้ขาดวิตามิน รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ ไม่รับประทานผัก ผลไม้ เป็นต้น

4. มีโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ท้องเสีย ตกเลือดมาก โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ โรคพยาธิลำไส้ แพ้อาหาร โรคตับ โรคไต โรคถุงน้ำดี โรคเบาหวาน โรคเอดส์ โรคมะเร็ง โรคเรื้อรังอื่นๆ ติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดยาเสพติด นอนบนเตียงในโรงพยาบาลนานๆ ได้รับการผ่าตัดกระเพาะลำไส้ ฯลฯ

5. มีความเชื่อเรื่องการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น กลัวอ้วนหลังคลอด ไม่รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพราะกลัวลูกจะโตคลอดยาก คนบางกลุ่มมีความเชื่อว่าหากกินไข่ เด็กที่คลอดออกมาจะลักเล็กขโมยน้อย เป็นต้น


ผลเสียจากการเกิดอาการคนท้องในลักษณะนี้คือ
1. แม่ท้องจะมีอาการคนท้องในลักษณะ ปากแห้ง เจ็บปาก เจ็บลิ้น เป็นแผลมุมปาก แผลในปากและลิ้น โลหิตจาง อ่อนเพลีย ตาฝ้าฟาง หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ วิตกกังวล ไม่มีสมาธิ กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อกระตุก ต่อมไทรอยด์โต เกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุล

2. แม่ท้องอาจมีเลือดออกผิดปกติในขณะตั้งครรภ์ ก่อนคลอด และหลังคลอด จากรกเกาะต่ำ หรือรกลอกตัวก่อนกำหนด

3. ทารกในครรภ์แท้ง คลอดก่อนกำหนด เสียชีวิตในครรภ์ หรือเสียชีวิตหลังคลอด

4. ทารกตัวเล็กกว่าอายุครรภ์ อาจมีปัญหาการพัฒนาของสมองทารก โดยเฉพาะการขาดสารอาหารของแม่ท้องในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์

5. น้ำนมแม่หลังคลอดมีน้อย ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงลูก

          จะเห็นแล้วว่าการได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ไม่ได้หมายความว่าอดอยากเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการมีความเชื่อที่ผิดๆ หรือการมีลักษณะนิสัยการกินที่ไม่ถูกต้องมาแต่เดิม ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราและลูกได้เช่นกัน ฉบับหน้ามาพบกับโภชนาการที่ดีสำหรับแม่ท้อง และคำแนะนำเพื่อป้องกันไม่ให้คุณแม่ขาดสารอาหารกันค่ะ

ที่มา : http://women.sanook.com/16882/
ดูอาการคนท้องอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ : http://women.sanook.com/19029/

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อาหารคนท้อง กินอย่างไรให้เหมาะสม ?

อาหารคนท้อง กินอย่างไรให้เหมาะสม ?

อาหารคนท้อง


อาหารคนท้อง



          อาหารคนท้อง ต้องกินอาหารให้เหมาะสมกับตัวคุณแม่และลูกน้อยในช่วงตั้งท้องไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดค่ะ พฤติกรรมการกินอาหารคนท้องต้องเลือกให้เหมาะกับร่างกาย และรูปร่างของคุณแม่แต่ละคน เพราะหากกินมากไปอาจทำให้คุณแม่อ้วนได้ง่าย แต่ถ้ากินน้อยไปก็อาจทำให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนค่ะ

อาหารคนท้อง...กินอย่างไร ?
          ในช่วงไตรมาสแรก ของการตั้งท้อง คุณแม่สามารถกินอาหารคนท้องได้ตามปกติ น้ำหนักของคุณแม่อาจยังเพิ่มไม่มากนัก เพราะในระยะนี้เด็กยังเจริญเติบโตไม่มาก แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง ขนมหวาน และไขมัน เพราะหากกินมากเกินไป จะทำให้อ้วนได้ง่าย อาหารคนท้องควรเป็นอาหารที่ครบ 5 หมู่ งดอาหารรสจัด อาหารคนท้องไม่ควรเป็นอาหารหมักดองทุกชนิดและกินอาหารที่สะอาดไม่มีการปนเปื้อนของสารปรุงแต่งต่างๆ รวมถึงอาจเพิ่มปริมาณอาหารคนท้องในแต่ละมื้อเป็นพิเศษ แต่ถ้าไม่สามารถเพิ่มปริมาณอาหารในแต่ละมื้อได้ คุณแม่อาจมีอาหารว่างระหว่างมื้อ และอาหารที่กินเพิ่มจากเดิม ซึ่งอาจจะเป็นการดื่มนม กินขนมหรือของว่าง
         
          พอถึงช่วงไตรมาส 2 และ 3 คุณแม่จะหิวบ่อยและกินเก่งมากขึ้น ดังนั้น จากที่เคยกินมื้อใหญ่ คุณแม่อาจจะแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ และเพิ่มความถี่เป็น 5 - 6 มื้อแทน เพื่อให้เหมาะกับการทำงานของลำไส้ที่ทำงานช้าลง ซึ่งการแบ่งเป็นมื้อย่อยๆ จะทำให้อาหารย่อยง่าย เพราะถ้าคุณแม่กินมื้อใหญ่จนอิ่มจะทำให้อึดอัดท้องและจุกเสียดได้ การกินจุบจิบเรื่อยๆ จะทำให้คุณแม่อิ่มตลอดเวลา และสบายท้องกว่าค่ะ

          สำหรับไตรมาสที่ 3 จนถึงช่วงก่อนคลอด คุณแม่ควรได้รับอาหารคนท้องที่เป็นอาหารบำรุงร่างกายเต็มที่ เพราะเป็นช่วงที่เด็กกำลังเติบโต น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะเป็นน้ำหนักของลูกมากกว่าของแม่ หลังกินอาหารแล้ว คุณแม่อย่านอนทันที ควรเดินเล่นเพื่อให้อาหารย่อยก่อน และควรนอนหัวสูงเพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้การดื่มนมหรือน้ำผลไม้จะช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารได้

อาหารคนท้อง...ในช่วงแพ้ท้อง
ในช่วงของการท้องระยะแรก อาการแพ้ท้องมักจะทำให้คุณแม่เหม็นเบื่อ และกินอาหารได้ลำบาก ลองวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยลดอาการแพ้ท้องได้และกินอาหารได้สะดวกขึ้นค่ะ

- กินอาหารในปริมาณน้อย แต่กินบ่อยครั้ง อย่างดอาหารเป็นเวลานาน หรือปล่อยให้ท้องว่างเพราะจะทำให้อยากอาเจียน

- อาหารคนท้องที่แพ้ท้องนั้นไม่ควรเป็นอาหารแบบกินข้าวคำดื่มน้ำคำ เพราะจะทำให้รู้สึกอยากอาเจียน

- อาหารคนท้องที่แพ้ท้องอยู่นั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเครื่องเทศและของทอด เพราะย่อยยาก ให้กินอาหารประเภทแป้ง เช่น ขนมปัง คุ้กกี้ หรือธัญพืชแทน

- อาหารคนท้องที่แพ้ท้องไม่ควรเป็นอาหารรสหวานจัด หรือที่มีไขมันสูง เพราะจะทำให้คลื่นไส้อาเจียนมากขึ้น

- ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว หรือดื่มน้ำขิง เป็นอาหารคนท้องที่แพ้ท้องได้ดี เพราะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้

อาหารคนท้อง...ของแม่ผอม / แม่อ้วน 
          แม่ท้องที่ผอมตั้งแต่ก่อนตั้งท้อง อาหารคนท้องควรจะได้รับพลังงานและสารอาหารมากกว่าแม่ท้องที่มีน้ำหนักตัวปกติ โดยการเพิ่มมื้ออาหารให้มากขึ้น เพราะหากได้รับพลังงานและสารอาหารไม่เพียงพอ ก็อาจจะทำให้ลูกที่เกิดมามีน้ำหนักตัวน้อย

          สำหรับแม่ท้องที่อ้วนตั้งแต่ก่อนตั้งท้องและมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน อาหารคนท้องควรจะกินอาหารให้พลังงานแต่พอดี โดยอาหารคนท้องควรเป็นอาหารที่ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย อาหารคนท้องของคุณแม่อ้วนไม่ควรเป็นของหวานหรืออาหารที่มีไขมันเยอะจนเกินไป เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่สะสมเป็นไขมัน ซึ่งจะทำให้คุณแม่ลดน้ำหนักได้ยากหลังจากคลอดลูกนะคะ



ที่มา : http://women.sanook.com/14224/
อ่านเรื่องอื่นสำหรับคนท้อง : http://women.sanook.com/mom-baby/

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

5 วัคซีนควรฉีดเมื่อมี "การตั้งครรภ์"

5 วัคซีนควรฉีดเมื่อมี "การตั้งครรภ์"

การตั้งครรภ์


           ตามทฤษฎีของคนที่มีการตั้งครรภ์ทุกรายควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้มาตั้งแต่ก่อนมีการตั้งครรภ์ หากในทางปฏิบัติกลับพบคุณแม่หลายคนที่ตั้งครรภ์แล้วแต่ไม่เคยรับวัคซีนมาก่อน ในขณะที่มีความเสี่ยงที่จะติดโรค หลักการการให้วัคซีนในผู้ที่มีการตั้งครรภ์คือ ประโยชน์ของการได้รับวัคซีนต้องมากกว่าความเสี่ยงจากผลเสียของวัคซีนที่อาจเกิดกับแม่และลูกในครรภ์ จึงจะมีการฉีดวัคซีนนั้นๆ

การตั้งครรภ์


5 อันดับวัคซีนที่คุณแม่ควรฉีดระหว่างการตั้งครรภ์ ได้แก่

1. วัคซีนบาดทะยัก (Tetanus)
ในอดีตทารกที่คลอดที่บ้านใช้ไม่ไผ่ตัดสายสะดือมักจะเสียชีวิตด้วยโรคบาดทะยักโดยมีอาการเกร็งหลังแข็ง หลังแอ่น ชักกระตุก ดูดนมไม่ได้ จนเสียชีวิต การฉีดวัคซีนบาดทะยักซึ่งเป็นวัคซีนตัวตายประกอบไปด้วยทอกซอยด์บาดทะยัก นอกจากช่วยป้องกันโรคบาดทะยักในแม่แล้ว ยังสามารถป้องกันโรคบาดทะยักในลูกที่เกิดมาอีกด้วย อย่างไรก็ตามการคลอดและการดูแลสายสะดือก็ควรมีมาตรฐานสะอาดปราศจากเชื้อ มิฉะนั้นถึงฉีดวัคซีน ก็อาจจะยังติดเชื้อบาดทะยักได้

2. วัคซีนคอตีบ (Diptheria)
มีรายงานว่าโรคคอตีบกลับมาระบาดใหม่ในเมืองไทย ในปีพ.ศ. 2555 ในรายที่รุนแรงโรคคอตีบทำให้แม่และลูกเสียชีวิตในขณะกำลังมีการตั้งครรภ์ได้ อาการอื่นๆ ได้แก่ หายใจไม่ออก มีการอุดตันทางเดินหายใจ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ วัคซีนคอตีบเป็นวัคซีนตัวตายประกอบไปด้วยทอกซอยด์คอตีบเนื่องจากวัคซีนไม่มีอันตรายใดๆ จึงแนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีการตั้งครรภ์ ช่วยป้องกันโรคคอตีบในแม่และป้องกันคอตีบในลูกที่คลอดมา เป็นวัคซีนที่ใช้ฉีดร่วมกับบาดทะยัก (Td Vaccine) โปรแกรมการฉีดเป็นเช่นเดียวกับวัคซีนบาดทะยัก

3. วัคซีนไอกรน (Pertussis)
โรคไอกรนเป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ มีการไอถี่ๆ หากเป็นมากจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวถึงแก่ชีวิตได้ ปัจจุบันเริ่มมีโรคไอกรนระบาดอีก เชื่อว่าเพราะภูมิต้านทานโรคไอกรนของคนเราเริ่มลดลง วัคซีนไอกรนเป็นวัคซีนตัวตายสามารถฉีดในผู้ที่มีการตั้งครรภ์ได้ ช่วยป้องกันโรคไอกรนในแม่และลูกที่คลอดมา ซึ่งเป็นที่รู้ว่า เกินร้อยละ 50 ของลูกที่ป่วยเป็นโรคไอกรน ติดมาจากเชื้อโรคไอกรนในแม่ ซึ่งหากลูกเป็นโรคไอกรนใน 3 เดือนแรก ลูกมีโอกาสเจ็บป่วยรุนแรงจนเสียชีวิต แต่หากฉีดวัคซีนไอกรนให้แม่ในขณะการตั้งครรภ์ สามารถป้องกันโรคไอกรนในลูกที่คลอดออกมาได้ตั้งแต่ 2-6 เดือน

4. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ทำอันตรายให้กับคนที่มีการตั้งครรภ์มากกว่าคนธรรมดา ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงมากกว่า เช่น ปอดบวม เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หัวใจวาย ฯลฯ จนทำให้แม่และลูกเสียชีวิตได้ วัคซีนนี้จึงควรฉีดในคนที่มีการตั้งครรภ์ทุกฤดู ไม่จำเพาะช่วงหน้าหนาวที่มีไข้หวัดใหญ่ระบาดเท่านั้น ซึ่งนอกจากป้องกันแม่แล้วยังสามารถป้องกันลูกที่จะเกิดมาได้อีกด้วย เนื่องจากเป็นวัคซีนตัวตายสามารถฉีดได้อย่างปลอดภัย โดย ฉีดในคนที่มีการตั้งครรภ์ได้ทุกอายุครรภ์ ฉีดหนึ่งเข็ม คุ้มกันได้ 1ปี

5. วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)
วัคซีนนี้เป็นวัคซีนตัวตายซึ่งไม่มีอันตรายต่อแม่หรือลูก แม้ปัจจุบันเด็กทุกคนที่เกิดมาใหม่จะได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี แต่ในคนที่มีการตั้งครรภ์บางคนยังไม่เคยได้รับวัคซีนนี้เลย การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อาจทำให้เกิดตับอักเสบ มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองอ่อนเพลีย ตับวาย หากเป็นตับอักเสบเรื้อรังอาจเกิดตับแข็ง หรือเป็นมะเร็งที่ตับได้ ดังนั้นผู้ที่มีการตั้งครรภ์ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี หรือเจาะเลือดแล้วไม่มีภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบบี ควรฉีดวัคซีนนี้ซึ่งนอกจากป้องกันแม่ยังสามารถป้องกันและลูกที่จะคลอดออกมาด้วย


ที่มา : http://women.sanook.com/16124/

อ่านเรื่องสำหรับคนท้องต่อได้ที่ : http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/

"อยากมีลูก" มีตัวช่วย !

อยากมีลูก มีตัวช่วย !!

อยากมีลูก !


อยากมีลูก



          ภาวะมีบุตรยาก (Infertility) เป็นโรคที่บั่นทอนความสามารถของร่างกายในการทำหน้าที่พื้นฐานด้านการสืบพันธุ์ โดยเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งรวมถึงปัญหาเกี่ยวกับการสร้างสเปิร์มหรือตกไข่ ปัญหาความผิดปกติของท่อรังไข่หรือมดลูก ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) การแท้งลูกบ่อย รวมไปถึงความผิดปกติของฮอร์โมนและโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune) ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง

          เอ็มเอสดี (MSD) เป็นบริษัทที่พัฒนาโซลูชั่นด้านการปฏิสนธินอกร่างกายหรือการทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization : IVF) เผยทางเลือกใหม่สำหรับคนอยากมีลูกในการรักษาผู้มีบุตรยาก ช่วยให้ความหวังกับผู้หญิงที่อยากมีลูกจำนวนมากที่ประสบความเครียดทางอารมณ์และร่างกายจากภาวะมีบุตรยาก โดยการให้ฟอลลิเคิล สติมิวเลติง ฮอร์โมน (Follicle stimulating hormone : FSH) ชนิดออกฤทธิ์นาน นับเป็นครั้งแรกของวงการ ประโยชน์ที่สำคัญในการรักษาด้วยวิธีนี้คือ มีขั้นตอนการรักษาน้อย ปัจจุบันผู้ที่เลือกรับการรักษาด้วยวิธี IVF ต้องได้รับการฉีด FSH ใต้ผิวหนังทุกวัน แต่วิธีใหม่นี้ผู้หญิงที่อยากมีลูกจะได้รับการฉีด FSH เพียงสัปดาห์ละครั้ง

          ‘นพ.สมเจตน์ มณีปาลวิรัตน์' ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อในระบบสืบพันธุ์และภาวะมีบุตรยากอธิบายว่า "วิธีการรักษาใหม่นี้ถือเป็นยุคใหม่ของความหวังสำหรับผู้ป่วยของเรา ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วโลกและในประเทศไทย การรักษาที่มีนวัตกรรมล้ำหน้าเช่นนี้ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกและแพทย์ทำงานง่ายขึ้น โซลูชั่น ดังกล่าวเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นในการลดภาระของผู้หญิงที่อยากมีลูกที่กำลังประสบปัญหาในการตั้งครรภ์ที่ต้องฉีดฮอร์โมนทุกวัน"
มีวิธีการรักษาสำหรับผู้ที่อยากมีลูกบางอย่างที่ใช้รักษาผู้มีบุตรยาก รวมถึงการผ่าตัด รักษาด้วยฮอร์โมน ผสมเทียม และการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) แต่วิธีการรักษาที่ผ่านมาใช้เวลานานและสร้างความเจ็บปวด แต่วิธีการรักษาใหม่นี้มีประสิทธิภาพ สะดวก และมุ่งเน้นดูแลผู้ป่วยที่อยากมีลูกจริงๆเป็นสำคัญ ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้เป็นการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นฟอลลิเคิลชนิดออกฤทธิ์นาน (Sustained Release) ตัวแรก ด้วยความสามารถในการกระตุ้น และรักษาอัตราการเติบโตของรังไข่ (Follicular Growth) ในหลายระยะตลอดทั้งสัปดาห์ การฉีดฮอร์โมนในปริมาณที่แนะนำ 1 ครั้งอาจใช้แทนการฉีดฮอร์โมน FSH แบบเดิม ซึ่งฉีดใต้รูขุมขนเพื่อกระตุ้นรังไข่ภายใต้การควบคุม (Controlled ovarian stimulation : COS) ทุกวันต่อเนื่อง 7 วันแรก

          มีนวัตกรรมดีๆ แบบนี้ สามีภรรยาคู่ไหนที่อยากมีลูกและกำลังเผชิญปัญหาการมีบุตรยาก คงทำให้หายเครียดและมีกำลังใจในการสร้างเจ้าตัวน้อยไว้เป็นโซ่ทองคล้องใจกันนะคะ


ขอบคุณที่มา : http://women.sanook.com/16629/
อ่านเรื่องดีๆสำหรับการตั้งครรภ์ได้ที่ : http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy