แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตั้งครรภ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตั้งครรภ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เตือนภัยสตรีตั้งครรภ์ ห้ามเด็ดขาด "แอลกอฮอล์"

รายงานชิ้นใหม่ล่าสุดของสมาคมแพทย์กุมารเวชศาสตร์อเมริกัน (เอเอพี) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุชัดเจนว่าสตรีที่ตั้งครรภ์ไม่ว่าจะอายุครรภ์มากน้อยเพียงใด อาหารคนท้อง ต้องไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดเด็ดขาด ไม่ว่าจะในปริมาณมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการสร้างผลกระทบในระยะยาวต่อทารกในครรภ์
    เอเอ พีซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของแพทย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ อเมริกา นำเสนอรายงานใหม่ดังกล่าวออกมา สืบเนื่องจากยังมีความเข้าใจผิดๆ ของผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนหนึ่งที่เชื่อว่าหากบริโภคแอลกอฮอล์ในระดับต่ำหรือ บริโภคในปริมาณน้อย จะไม่เป็นอันตรายต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ของตนเอง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด นอกจากนั้นในรายงานใหม่ดังกล่าวนี้ยังระบุด้วยว่าเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ทุกชนิดรวมทั้งเบียร์, ไวน์ และเหล้า ล้วนส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ทั้งสิ้น


    คำแนะนำของเอเอพีก็คือ ผู้หญิงที่วางแผนจะตั้งครรภ์ควรงดเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดทันที ในขณะที่ผู้ที่ตั้งครรภ์โดยไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้าก็ต้องยุติการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกรูปแบบในทันทีที่รู้ว่าตนเองตั้งครรภ์

    แพทย์ หญิงเจเนท เอฟ. วิลเลียมส์ ศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์จากศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเท็กซัส เมืองซานอันโตนิโอ สหรัฐอเมริกา หนึ่งในแพทย์ผู้เขียนรายงานฉบับใหม่ของเอเอพีดังกล่าว ระบุว่า แม้ว่ายังคงมีงานวิจัยใหม่ๆ บางชิ้นตีความผลการวิจัยว่าการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับต่ำ ไม่เป็นอันตราย แต่ทางเอเอพีไม่เชื่อถือในการตีความการวิจัยในทำนองดังกล่าว เพราะมีหลักฐานบ่งชี้มากมายที่แสดงถึงอันตรายของแอลกอฮอล์ต่อภาวะการตั้ง ครรภ์

    นอกจากนั้น อันตรายของแอลกอฮอล์ต่อการตั้งครรภ์ยังมีงานวิจัยจำนวนมากที่สอดคล้องต่อ เนื่องกันมานานกว่า 30 ปี แสดงให้เห็นผลลัพธ์ดังกล่าว และยิ่งกรรมวิธีในการตรวจวัดผลกระทบละเอียดอ่อนมากขึ้น ผลการศึกษาใหม่ๆ ก็แสดงให้เห็นมากยิ่งขึ้นว่าแอลกอฮอล์ส่งผลกระทบที่ไม่มองไม่เห็นต่อทารกใน ครรภ์ จนเชื่อได้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุระดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดความผิดปกติของเด็กเมื่อแรกคลอด และส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการพัฒนาของเด็กทารกในครรภ์

    ศูนย์เพื่อการ ป้องกันและควบคุมโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ความผิดปกติของทารกแรกเกิดจากแอลกอฮอล์ดังกล่าวมีตั้งแต่ความผิดปกติที่เกิด ขึ้นกับหัวใจ, ตับ และกระดูก เช่นเดียวกับความสามารถในการได้ยินของเด็กทารกแรกเกิดอีกด้วย

   ในรายงานของเอเอพีชี้ว่า มารดาที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์ทำให้ทารกในครรภ์เสี่ยง ต่อการเกิดโรคในกลุ่ม "ฟีทัล แอลกอฮอล์ สเปกตรัม ดิสออร์เดอร์" (เอฟเอเอสดี) ซึ่งเป็นกลุ่มภาวะปัญหาทั้งในทางสภาพร่างกาย, พฤติกรรม และการเรียนรู้ของเด็กทารกอันเนื่องจากแอลกอฮอล์ ซึ่งแพทย์มักตรวจไม่พบในตอนแรกเกิด แต่จะส่งผลเมื่อคลอดแล้วและเจริญวัย อาจกลายเป็นเด็กที่พัฒนาช้า, มีปัญหาในการเรียนรู้ หรือมีปัญหาเชิงพฤติกรรม ที่จะกลายเป็นปัญหาระยะยาวของเด็กเรื่อยไปจนถึงวัยรุ่น

   ปัญหาอาจเบาหรืออาจหนักหน่วงรุนแรง อาทิ ผลการเรียนต่ำ มีปัญหาสมาธิ มีปัญหาความจำ การตัดสินใจและทักษะเชิงภาษา เป็นต้น นอกจากนั้น การดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์ยังทำให้ทารกเสี่ยงต่อการเป็นโรคในกลุ่ม "ฟีทัล แอลกอฮอล์ ซินโดรม" ซึ่งพบมากกว่าเพราะวินิจฉัยได้ง่าย เพราะแสดงออกให้เห็นเป็นความผิดปกติทางร่างกายเมื่อคลอดเนื่องจากแอลกอฮอล์ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาระหว่างที่เป็นทารกในครรภ์นั่นเอง

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เห็นแล้วยิ้มตาม! เมือคุณสามีเปลี่ยนท้องโตๆ ของภรรยาให้กลายเป็นโลกใบใหม่สุดน่ารัก


เห็นแล้วยิ้มตาม! เมือคุณสามีเปลี่ยนท้องโตๆ ของภรรยาให้กลายเป็นโลกใบใหม่สุดน่ารัก

เห็นแล้วยิ้มตาม! เมือคุณสามีเปลี่ยนท้องโตๆ ของภรรยาให้กลายเป็นโลกใบใหม่สุดน่ารัก

   เห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้เลยละค่ะ เมือได้เห็นผลงานครีเอทีฟสุดน่ารักของว่าที่คุณพ่อชาวเยอรมณีคนนี้ ที่คิดจะเปลี่ยนโตๆ ของคุณภรรยาให้กลายเป็นสถานที่ต่างๆ อย่างน่ารัก คุณพ่อคนนี้มีชื่อว่า Simon Schaffrath เขาและภรรยาตัดสินใจที่จะทำอะไรพิเศษๆ บางอย่างในช่วงเวลาที่รอพบหน้าลูกน้อย โดยการถ่ายภาพเก็บไว้ และอยากให้แต่ละภาพมีความหมายในตัวของมันอยู่ หลายๆคนเห็นถึงกับ อยากมีลูก ขึ้นมาทันที
   ในแต่ละสัปดาห์ ในวันอาทิตย์พวกเขาจะทำภาพออกมาภาพหนึ่ง นำมาทำการรีทัช ตัดต่อมันในโปรแกรม Photoshop และพอถึงวันพุธ ก็ถึงเวลาคิดต่อแล้วว่าจะทำผลงานชิ้นต่อไปแนวไหนดี ซึ่งสีที่ใช้ทาบนท้องนั้น ไม่มีสารพิษแต่อย่างใด และพวกเขาจะตั้งชื่อลูกว่า “Theodor” ซึ่งเป็นลูกชายของพวกเขาSanook! Women มีผลงานของเขามาให้ดูกันจะน่ารักขนาดไหนนั้น ไปดูพร้อมๆ กันเลย การตั้งครรภ์
   ดูแล้วเพลินจริงๆ ค่ะ ครีเอทีฟจริงๆ เลยว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่สองคนนี้ ^^

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

รู้ตัวได้อย่างไรว่ากำลังมีการตั้งครรภ์ ?

รู้ตัวได้อย่างไรว่ากำลังมีการตั้งครรภ์

อาการตั้งครรภ์

อาการที่บ่งบอกว่าคุณกำลังมีการตั้งครรภ์ คือ

- ประจำเดือนขาดหายไป
- มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และจะมีอาการตั้งครรภ์ลักษณะนี้มากในช่วงเช้า
- อยากทานอาหารอะไรแปลกๆ
- รู้สึกอ่อนเพลีย อารมณ์ขึ้นๆลงๆ แปรปรวนง่าย
- อาจมีอาการปวดศีรษะบ่อยครั้งมากขึ้น แต่ไม่รุนแรงมากนัก
- เต้านมและหัวนมจะขยายใหญ่ขึ้น อาจทำให้รู้สึกเจ็บคล้ายกับตอนใกล้มีประจำเดือน
- ปวดปัสสาวะบ่อย เป็นเพราะขนาดมดลูกที่โตขึ้นจึงไปเบียดทับกระเพาะปัสสาวะ กระตุ้นให้ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น

          ถ้าหากยังไม่แน่ใจว่ามีการตั้งครรภ์รึเปล่า แนะนำให้ไปซื้อที่ตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจ ถ้าขึ้น 2 ขีด ก็แสดงความยินดีด้วยค่ะ คุณมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้ว ^^ หรือหากยังไม่ชัดเจน ให้ไปพบสูตินารีแพทย์ค่ะ

การตั้งครรภ์


แพทย์จะวินิจฉัยได้ยังไงว่าคุณมีการตั้งครรภ์แล้ว ?
          แพทย์จะทำการตรวจการตั้งครรภ์โดย สอบถามอาการต่างๆ สอบถามประวัติการมีเพศสัมพันธ์ สอบถามประวัติการขาดประจำเดือน และทำการตรวจร่างกาย ตรวจภายใน และตรวจโดยการนำปัสสาวะไปตรวจดูผลการตั้งครรภ์

เมื่อรู้ว่ามีการตั้งครรภ์แล้ว ควรไปพบคุณหมอตอนไหน ?
          เมื่อรู้ว่าตัวเองมีการตั้งครรภ์ควรรีบไปพบคุณหมอทันทีที่ทำได้ เพื่อที่จะทำการฝากครรภ์ให้อยู่ในการดูแลของคุณหมอ และเพื่อตรวจหาอายุครรภ์ที่แน่นอน หรือมีภาวะเสี่ยงในการตั้งครรภ์รึเปล่า นอกจากนี้ยังต้องมีการเจาะเลือดไปตรวจเพื่อตรวจดูว่ามีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์) หรือไม่ รวมไปถึงการตรวจอย่างละเอียด เช่น ตวรจโรคธาลัสซีเมียด้วย เพื่อการดูแลทารกอย่างใกล้ชิดตั้งแต่อยู่ในครรภ์

คุณแม่จะสามารถดูแลตัวเองได้ยังไงเมื่อมีการตั้งครรภ์
          การดูแลตัวเองขณะที่มีการตั้งครรภ์นั้นไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย และที่สำคัญก็คือ

- การเลือกรับประทานอาหาร
          คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ควรได้รับสารอาหารมากขึ้นกว่าปกติ ประมาณ 300 กิโลแคลอรีต่อหนึ่งวัน คุณแม่ควรได้รับธาตุเหล็กเสริมด้วยในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเมื่อมาฝากครรภ์กับคุณหมอ คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์จะได้รับธาตุเหล็กในรูปของยาเม็ดกลับไป และควรทานยานี้วันละหนึ่งเม็ดตลอดการตั้งครรภ์

- การออกกำลังกาย
          ผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ ถ้าหากการออกกำลังกายชนิดนั้นไม่ทำให้มีอาการเหนื่อยเกินไปหรือเป็นการออกกำลังกายชนิดที่จะทำให้เกิดอันตราย ก็สามารถออกกำลังกายได้ค่ะ แต่แนะนำให้ออกกำลังกายเบาๆจะดีกว่าค่ะ

- การทำงาน
          ควรหลีกเลี่ยงงานที่ต้องออกกำลังมาก ไม่ควรทำงานต่อเนื่องจนเกิดอา การเหนื่อยมาก ควรมีเวลาพักระหว่างวัน หญิงตั้งครรภ์ที่เคยคลอดบุตรน้ำหนักน้อยมาก่อนควรจำกัดการทำงานไม่ให้มากเกินไป

- ปัญหาท้องผูกของผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์
          ส่วนใหญ่คุณแม่ตั้งครรภ์มักจะพบกับปัญหาท้องผูก และอาจทำให้มีโอกาสเป็นริดสีดวงทวารหนักได้ แนะนำให้พยายามป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องผูก โดยดื่มน้ำเยอะๆ ทานอาหารที่มีกากใยอาหารมากขึ้น (เน้นผักและผลไม้) และออกกำลังกายบ้าง

- การมีเพศสัมพันธ์
          คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ยกเว้นในช่วงที่เข้าเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ไปจนถึงการคลอด

- การสูบบุหรี่
          หากคุณมีการตั้งครรภ์แล้ว ทั้งคุณแม่และสามีควรงดการสูบบุหรี่ เพราะจะมีผลต่อน้ำหนักตัวของเจ้าตัวน้อยในครรภ์

- การดื่มแอลกอฮอล์
          คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ ไม่ควรดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในระหว่างการตั้งครรภ์ เนื่องจากจะส่งผลทำให้เกิดภาวะทารกมีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ มีรูปร่างพิการแต่กำเนิด หรืออาจจะทำให้ปัญญาอ่อนได้

เมื่อมีการตั้งครรภ์ มีข้อห้ามอะไรบ้าง ?
          ข้อห้ามสำคัญในขณะที่คุณมีการตั้งครรภ์ คือ ห้ามใช้ยารักษาอาการเจ็บป่วย การทานยาทุกชนิดควรอยู่ในการดูแลของคุณหมออย่างใกล้ชิด เพราะในตัวยาบางชนิดอาจส่งผลให้ทารกพิการได้
และนอกจากนี้ หากคุณแม่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคธาลัสซีเมีย แนะนำให้รีบไปฝากครรภ์กับคุณหมอเพื่อตรวจประเมินความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ว่า ในการตั้งครรภ์นี้จะส่งผลเสียต่อมารดาและทารกในครรภ์หรือไม่


อ่านเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการตั้งครภ์ อาหารคนท้อง อาการคนท้อง อาการตั้งครรภ์ เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการอยากมีลูก ทั้งหมดได้ที่ http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

น้ำนมแม่นี้ เพื่อเมนูของลูกๆที่รัก

นมแม่ เพื่อเมนูลูก

อาหารการกินของแม่เดือนนี้ เราให้ความสำคัญกับน้ำนมของแม่ก็เพราะสามารถนำมาปรุงเป็นเมนูอาหารลูกน้อยเบบี๋ได้ จะจริงแท้อย่างไร ปรุงเป็นเมนูอะไรได้บ้าง มาดูกันค่ะ
เมนูน่าลอง
 การตั้งครรภ์
ข้าวตุ๋นนมแม่ตุ๋นข้าวให้นิ่มก่อน พักไว้ให้ข้าวไม่ร้อนแล้วค่อยผสมนมแม่คนให้เข้ากัน คล้ายๆ โจ๊กนั่นเอง และเพิ่มสารอาหารด้วยการเติม ไข่ เต้าหู้ หรือตุ๋นข้าวพร้อมผัก
ซุปผักนมแม่
นำผักที่ต้องการมาต้มสุกพร้อมบดละเอียด (หรือปั่นก็ได้) ละลายเนยให้หอม ใส่ผักที่เตรียมไว้ เติมน้ำซุปตั้งไฟอ่อนๆ ผสมแป้งข้าวโพดเพิ่มความเหนียวข้น ใส่เกลือเล็กน้อย รอให้หายร้อนแล้วเติมนมแม่ก็เป็นอันเสร็จ
ไอศกรีมน้ำผลไม้
คั้นน้ำผลไม้ที่ต้องการผสมนมแม่ลงไปด้วย แล้วนำมาหยอดลงพิมพ์ที่จะแช่เย็นกินระหว่างมื้อหรือช่วงที่ลูกฟันกำลังจะขึ้นก็ช่วยลดอาหารคันเหงือกได้ หรือจะดัดแปลงทำเป็นเมนูสมูตตี้สูตรคุณแม่ก็ยังได้ค่ะ
เตรียมน้ำนมแม่
เพื่อเป็นการเพิ่มน้ำนมแม่ ให้สามารถผลิตออกมาได้ดี แนะนำว่าคุณแม่ควรเลือกกินอาหารที่ช่วยเรื่องนี้ เช่น แกงเลียงผักรวม ไก่ผัดขิง มันต้มน้ำขิง เป็นต้น วิธีง่ายๆ ที่แม่ก็ได้ ลูกก็ได้ประโยชน์
สารอาหารหายไปไหม?
คุณแม่อาจสงสัยว่า สารอาหารดีๆ ในนมแม่จะหายไปไหมเมื่อนำมาปรุงอาหาร คุณค่าอาหารไม่สูญหายเลยค่ะ แค่ไม่ใช้ความร้อนในการปรุง และที่ต้องใส่ใจคือ เรื่องความสะอาด ระยะเวลา การเก็บรักษาน้ำนมแม่ เพราะถ้าเก็บรักษาและปรุงไม่ถูกวิธี ลูกก็มีสิทธิ์ท้องเสีย จู๊ดๆ ได้
อ่านเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการตั้งครภ์ อาหารคนท้อง อาการคนท้อง อาการตั้งครรภ์ เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการอยากมีลูก ทั้งหมดได้ที่ http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความฉลาดของลูก สร้างได้ตั้งแต่ในครรภ์

คุณแม่รู้หรือยัง! ความฉลาดของลูก สร้างได้ตั้งแต่ในครรภ์

ไม่ว่าใครก็อยากจะให้ลูกน้อยเกิดมาพร้อมด้วยความฉลาดใช่ไหมล่ะ ซึ่งหลายคนก็มักจะเน้นไปที่การบำรุงลูกน้อยด้วยตับ ผักผลไม้และโอเมก้า 3 เป็นหลัก แต่รู้ไหมว่าความฉลาดของลูกนั้นสามารถสร้างได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยทีเดียว แต่เอ๊ะ! แล้วเราจะสร้างความฉลาดให้กับลูกได้อย่างไรกันนะ ไปดูกันเลย
ความฉลาดของลูก สร้างได้ตั้งแต่ในครรภ์
ความฉลาดของลูก สร้างได้ตั้งแต่ในครรภ์
กินอย่างถูกหลัก
ช่วงหลังจากหายแพ้ท้องแล้ว คุณแม่หลายคนก็มักจะหิวมากกว่าปกติ จนอาจเผลอทานอาหารมากเกินไปได้ แต่ทั้งนี้อย่าลืมว่าอาหารที่คุณทานเข้าไปนั้นจะส่งผลถึงลูกน้อยด้วยเสมอ จึงควรเลือกทานอย่างพอเหมาะและทานอาหารที่มีประโยชน์ จำพวก โปรตีน วิตามิน โฟลิค และโอเมก้า 3 นั่นเอง เพราะสารอาหารเหล่านี้ล้วนเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้กับลูกน้อยทั้งสิ้น
ออกกำลังกายเสมอ
ถึงตั้งครรภ์ ก็ออกกำลังกายได้นะจ๊ะ คุณแม่อย่าคิดเอาเป็นข้ออ้างเชียวนะว่าห้ามออกกำลังกาย เพราะความจริงแล้ว ท่าออกกำลังกายที่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ก็มีเช่นกัน  ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความฉลาดให้กับเจ้าตัวน้อยในครรภ์เท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณแม่คลอดง่ายขึ้นและลดปัญหาสุขภาพที่มักจะเป็นในขณะตั้งครรภ์ได้ดีทีเดียว
พูดคุยกับลูกผ่านทางหน้าท้อง
เมื่อลูกเริ่มเข้าไตรมาสที่ 3 เขาสามารถรับรู้เสียงจากภายนอกได้ โดยเฉพาะเสียงของพ่อแม่ที่กำลังพูดคัยกับเขาผ่านทางหน้าท้องของคุณแม่ เพราะฉะนั้นแนะนำว่าให้พูดคุยกับเขาบ่อยๆ จะทำให้เขารู้สึกผูกพันกับเสียงที่ได้ยิน และเกิดออกมาพร้อมกับความฉลาดอย่างแน่นอน
เพิ่มน้ำหนักอย่างพอดี
จริงอยู่ที่เมื่อตั้งครรภ์ น้ำหนักของเราจะเพิ่มมากขึ้น แต่ก็มีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นจากน้ำหนักตัวของทารก นอกจากนั้นก็จะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากการทานอาหารของคุณแม่ทั้งสิ้น โดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์จะกำหนดว่าน้ำหนักควรเพิ่มไม่เกินกี่กิโลจึงจะเหมาะสม ดังนั้นถึงแม้คุณแม่ต้องการจะบำรุงลูกน้อยในครรภ์มากแค่ไหน ก็อย่าลืมคำนึงถึงน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นด้วยนะ เพราะนั่นก็ส่งผลต่อพัฒนาการและความฉลาดของลูกน้อยเช่นกัน
ความฉลาดของลูก สร้างได้ตั้งแต่ในครรภ์
ความฉลาดของลูก สร้างได้ตั้งแต่ในครรภ์
อย่าเครียด
ความเครียดมักไม่ส่งผลดีต่อใครทั้งสิ้น รวมถึงลูกน้อยในครรภ์ของคุณด้วย ซึ่งยิ่งคุณแม่มีความเครียดมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ความฉลาดและการพัฒาการของลูกลดน้อยลงเท่านั้น แถมบางคนที่เครียดมากๆ ก็อาจนำไปสู่ภาวะการแท้งได้อีกด้วยนะ เพราะฉะนั้นคุณแม่คนไหนที่มีความเครียด อย่าลืมกำจัดความเครียดด่วนเลยนะ
ความฉลาดของลูก สร้างได้ตั้งแต่ในครรภ์

อยากให้ลูกน้อยฉลาด คุณแม่สามารถสร้างให้เขาได้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์กันเลยทีเดียว อีกทั้งยังช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการเร็ว เติบโต แข็งแรง พร้อมออกมาลืมตาดูโลกได้อย่างสมวัยอีกด้วย
ใครที่กำลังจะเป็นคุณแม่ อย่าลืมแสริมสร้างความฉลาดให้กับเขาตั้งแต่อยู่ในครรภ์กันด้วยนะ

อ่านเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการตั้งครภ์ อาหารคนท้อง อาการคนท้อง อาการตั้งครรภ์ เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการอยากมีลูก ทั้งหมดได้ที่ http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ทะเลาะกันต่อหน้าลูก

สิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างมากคือทะเลาะกันต่อหน้าลูกๆ

Q การทะเลาะต่อหน้าเด็กๆ คนที่อยากมีลูกควรรู้ไว้ทั้งพ่อแม่ทะเลาะกันเอง หรือพ่อแม่เถียงกับปู่ย่าตายาย จะส่งผลเสียอะไรกับเด็กบ้าง แม้จะรู้สึกผิด พยายามหลีกเลี่ยงแต่บางทีก็ยากจริงๆ นอกจากขอโทษลูกแล้ว เราควรพูดหรือบอกอะไรเขาได้อีกบ้างคะ         
อยากมีลูก

      เสียหาย  ก่อนอื่น การมีปากเสียงจนถึงขั้นทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เด็กๆ ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย การทะเลาะเสร็จแล้วไปขอโทษเด็กไม่มีประโยชน์อะไร ดังที่เคยพูดหลายครั้ง เด็กๆ เรียนรู้จากการดู ไม่ใช่จากการฟัง อยากให้ลูกเป็นอย่างไรก็ทำตัวอย่างให้ดู เด็กจะพัฒนาได้ดี ด้วยจังหวะก้าวที่ดี เต็มสมรรถนะของเขา เมื่อเขาไว้ใจได้ว่าหลังมีที่พิง เขาจะพุ่งไปข้างหน้าเมื่อกองหลังไว้ใจได้ บางครั้งเขาไม่มั่นใจหันมาดูก็ยังพบว่ากองหลังไว้ใจได้
     ถ้าหันมาทีไรกองหลังเถียงกันไม่เลิก แบบนี้ก็ยุ่งหน่อย อย่างเก่งก็เล่นพอเสมอตัว ไม่คิดบุกไปข้างหน้ายิงประตูอะไรทั้งนั้น เผลอๆ วิ่งลงมาอยู่กองหลังด้วยซ้ำ
      พัฒนาการล่าช้าเห็นๆ
     พ่อแม่อาจจะทะเลาะกันเรื่องวินัยเลี้ยงลูก พ่อให้เล่นเกม แม่ไม่ให้เล่นเกม ประมาณนี้ การเถียงกันเรื่องวินัยต่อหน้าลูกเป็นข้อไม่ควรทำเพราะลูกจะงงไม่รู้พวกคุณจะเอาอะไร นอกจากงงแล้วยังพบว่าพวกคุณไม่แน่จริง ต่อไปพูดอะไรก็จะไม่เชื่อง่าย ขอทดสอบก่อนว่าจริงรึเปล่า มากกว่านี้ลูกอาจจะใช้พวกคุณเป็นประโยชน์ ขอพ่อไม่ให้ก็ไปขอแม่ พอเปลี่ยนเรื่องก็ไปขอแม่เพราะรู้อยู่ว่าขอพ่อก็ไม่ให้ พบอะไรแบบนี้ขอให้ดีใจว่าลูกฉลาด รู้จักเล่นการเมือง
     พ่อแม่เห็นไม่ตรงกันเรื่องอะไร ปิดประตูประชุมกันให้เรียบร้อยก่อนมายื่นระเบียบปฏิบัติให้ลูก   อย่ากังวลว่าใครผิดใครถูก พวกเราพ่อแม่ผิดๆ ถูกๆ สลับกันอยู่แล้ว สามัคคี เห็นตรงกัน พูดเสียงเดียวกัน คำไหนคำนั้นจะดีกว่า ช่วยให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่เอาจริง สองคนรวมหัวกันแบบนี้เอาชนะยาก ดีที่สุดคือพวกคุณเป็นเสาหลักที่ไว้ใจได้ 
     การเถียงกับปู่ย่าตายายเท่ากับส่งสัญญาณให้ลูกรู้ว่าพวกคุณไม่ใหญ่จริง  บ้านนี้มีคนใหญ่กว่าและถ้าคนใหญ่กว่านั้นมีวินัยหละหลวมกว่าพวกคุณจะลำบาก  เราแสดงความกตัญญูต่อบุพการีได้อีกหลายวิธี แต่ลูกของเรา เราขอกำหนดกติกา แสดงให้ลูกเห็นว่าคุณสองคนใหญ่ที่สุด และใหญ่คู่กัน การเลี้ยงลูกต้องการความรักแต่ก็ต้องการ Authority ด้วย นั่นคือทรงไว้ซึ่งอำนาจบางส่วน
 นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
อ่านเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการตั้งครภ์ อาหารคนท้อง อาการคนท้อง อาการตั้งครรภ์ เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการอยากมีลูก ทั้งหมดได้ที่ http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558

20 อาการคนท้อง ที่อยากรู้แต่ไม่กล้าถาม ?

20 อาการคนท้อง ที่อยากรู้แต่ไม่กล้าถาม ?

อาการคนท้อง


การตั้งครรภ์


1. อาการคนท้อง : ถ้าอาเจียนในที่สาธารณะต้องยังไง?
แนะนำเตรียมถุงพลาสติกพกติดตัวไว้ดีกว่าค่ะ ถ้าไม่มีก็รีบหาห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด

2. อาการคนท้อง : ทำไมฉันถึงมีสิว?
การเกิดสิวนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละคนค่ะ ผู้หญิงบางคนก็มีผิวใสขึ้น ในขณะที่บางคนก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทั้งหมดนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ไม่ต่างจากตอนที่คุณเป็นวัยรุ่น สิวอาจเกิดจากปริมาณของของเหลวในร่างกายและระดับฮอร์โมนที่เพิ่มสูงขึ้น

3. อาการคนท้อง : ทำไมฉันถึงผายลมบ่อย?
เป็นเพราะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เช่นเดียวกับที่ทำให้คุณท้องผูกค่ะ

4. อาการคนท้อง : อารมณ์ทางเพศฉันหายไปไหน?
ผู้หญิงบางคนอาจมีอารมณ์ทางเพศมากขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ แต่บางคนก็ไม่โชคดีแบบนั้น ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะคุณรู้สึกคลื่นไส้ เหนื่อย อึดอัด และเครียด นั่นถือเป็นเรื่องปกติค่ะ

5. อาการคนท้อง : ทำไมฉันถึงรู้สึกเจ็บช่องคลอดเป็นพัก ๆ
อาการคนท้องเจ็บช่องคลอดอาจทำให้คุณรู้สึกแปลก ๆ เวลาตั้งครรภ์ แต่มันเกิดจากน้ำหนักของเจ้าตัวน้อยนั่นเอง

6. อาการคนท้อง : เด็กจะรู้สึกมั้ยตอนที่ฉันมีเซ็กซ์?
เด็กจะไม่รู้ว่าคุณกำลังมีเซ็กซ์ แต่อาจจะรู้สึกถึงปฏิกิริยาของคุณ เด็กอาจจะขยับมากขึ้นเพราะหัวใจคุณเต้นเร็วขึ้น

7. อาการคนท้อง : ทำไมฉันถึงคันหน้าอก?
ในระหว่างการตั้งครรภ์คุณอาจจะรู้สึกคันผิว โดยเฉพาะในบริเวณที่ขยายตัว เช่น ท้อง หรือหน้าอก พยายามอย่าเกา คุณอาจบรรเทาอาการคันด้วยครีมหรือน้ำมันมะพร้าวก็ได้ค่ะ

8. อาการคนท้อง : ทำไมฉันถึงมีกลิ่นตัว?
กลิ่นตัวก็เกี่ยวเนื่องกับฮอร์โมน ระดับของเหลวในร่างกาย และอัตราการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับความเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ซึ่งทำให้คุณเหงื่อออกมากขึ้น ทำให้เกิดกลิ่นตัว แนะนำให้อาบน้ำบ่อยขึ้นค่ะ

9. อาการคนท้อง : ทำไมฉันถึงมีขนขึ้นไปทั่ว?
เป็นเรื่องปกติที่คุณจะมีขนขึ้นมากขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ แต่คุณคงไม่ชินกับการการมีขนที่หน้าอก ท้อง ขา หรือแม้กระทั่งบนใบหน้า ถ้าหากคุณไม่ชอบก็โกนออก หรือถอนบ่อยขึ้นแค่นั้นเอง

10. อาการคนท้อง : เด็กจะถูกเบียดไหมเวลาที่กระเพาะปัสสาวะเต็ม?
เด็กจะไม่ถูกเบียดค่ะ แต่เจ้าตัวเล็กอาจจะเตะโดนกระเพาะปัสสาวะคุณ คุณอาจเป็นตะคริวหรือมีอาการบีบเล็กน้อยเวลาที่คุณปวดปัสสาวะมาก ๆ

11. อาการคนท้อง : ทำไมถึงมีน้ำออกมาจากช่องคลอด?
อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่กล้าถามใครสักเท่าไหร่ แต่การที่คุณจะรู้สึกเปียกๆตรงข้างล่างในช่วงเวลาสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องปกติ คุณอาจจะรู้สึกไม่สบายตัวและทำให้เกิดความไม่มั่นใจ แต่ของเหลวที่ไหลออกมานั้นเกิดจากการทำงานของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน

12. อาการคนท้อง : ทำไมฉันถึงท้องผูก?
เป็นอาการปกติสำหรับอาการคนท้องคนท้องที่จะท้องผูกอันเนื่องมาจากผลข้างเคียงของระดับฮอร์โมนที่สูงขึ้น อย่าวิตกกังวล เพียงแค่พยายามดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ และกินอาหารที่มีกากใยไฟเบอร์เยอะๆ ก็เพียงพอ

13. อาการคนท้อง : ทำไมฉันถึงฝันถึงเรื่อง SEX บ่อย ๆ
การฝันถึงเรื่องเซ็กซ์บ่อยๆ ระหว่างการตั้งครรภ์นั้นเป็นผลมาจากเลือดไหลไปเลี้ยงที่อวัยวะเพศมากขึ้น ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้นซึ่งทำให้เกิดการหลั่งของเหลวมากขึ้น และหน้าอกที่ใหญ่และไวต่อสัมผัสมากขึ้น ซึ่งแปลว่าคุณแม่จะมีอารมณ์ทางเพศมากขึ้นตามไปด้วย

14. อาการคนท้อง : ทำไมช่องคลอดถึงบวม?
เกิดจากการที่มีเลือดไหลไปเลี้ยงที่อวัยวะเพศมากขึ้น สาเหตุเดียวกับที่คุณฝันถึงเรื่องเซ็กซ์บ่อย ๆ นั่นแหละค่ะ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากน้ำหนักของเด็กกดทับอุ้งเชิงกราน และข้อต่ออุ้งเชิงกรานกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด

15. อาการคนท้อง : เด็กผายลมในครรภ์ได้หรือไม่?
เด็กในครรภ์ไม่สามารถผายลมได้ แต่ปัสสาวะได้ แต่ถ้าคุณลมเยอะ เด็กที่มีอายุมากกว่า 10 สัปดาห์จะสามารถได้ยินเสียงคุณผายลมเพราะตัวเขาอยู่ใกล้กับลำไส้ของคุณ

16. อาการคนท้อง  : ทำไมฉันถึงรู้สึกบีบรัดเหมือนเจ็บท้องหลังมีเซ็กซ์?
นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร การบีบรัดตัวของครรภ์อาจเกิดจากการถึงจุดสุดยอด วิธีแก้คือให้ยกขาขึ้นแล้วดื่มน้ำสักแก้ว แต่ถ้าคุณเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนด คุณหมออาจไม่อนุญาตให้คุณมีเซ็กซ์เพราะอาจทำให้ครรภ์บีบรัดมากเกินไป

17. อาการคนท้อง : ทำยังไงถ้าน้ำเดินในที่สาธารณะ?
เรามั่นใจว่าคุณแม่ส่วนใหญ่กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าในความเป็นจริงมันอาจจะไม่ได้โหดร้ายเหมือนอย่างที่คุณคิด น้ำคร่ำไม่ได้แตกกระจายจนท่วมพื้นอย่างที่คุณคิด ปกติของเหลวจะแค่ค่อยไหลออกมาทีละนิดเท่านั้น แต่ถ้าเกิดน้ำท่วมพื้นจริง ๆ คุณก็ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

18. อาการคนท้อง : ฉันจะอุจจาระระหว่างคลอดหรือไม่?
เป็นอาการคนท้องที่เกิดขึ้นได้แน่นอนค่ะ แต่ถ้าคุณคลอดธรรมชาติ ร่างกายของคุณจะปรับสภาพก่อนคลอด ซึ่งอาจรวมถึงอาการท้องเสียก่อนคลอด แต่อย่าได้วิตกกังวลไปค่ะ เพราะ เมื่ออยู่ในจุดๆนั้นคุณคงต้องยุ่งกับเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องนี้แน่นอน

19. อาการคนท้อง : การตัดแต่งขนในที่ลับจะมีผลต่อเด็กในท้องหรือไม่?
อาจจะไม่มีผลเลยค่ะ คุณอาจจะเอื้อมไปไม่ถึงด้วยซ้ำหลังจากการตั้งครรภ์เดือนที่ 5 เป็นต้นไป แต่ถ้าคุณยืนยันที่จะทำ แนะนำให้คุณไปสปาแทนจะดีกว่า แต่ระวังเรื่องการแว็กซ์ขนสักหน่อยนะคะ เพราะผิวส่วนนั้นของคุณจะบอบบางเป็นพิเศษในระหว่างการตั้งครรภ์

20. อาการคนท้อง : ฉันเข้าห้องน้ำได้ไหมระหว่างที่กำลังเจ็บท้องคลอด?
เข้าได้แน่นอนค่ะ แต่ตอนที่คุณกำลังเจ็บท้องคลอด คุณอาจจะไม่สงสัยอะไรแบบนี้แน่นอน



ที่มา : http://women.sanook.com/31745/

อ่านเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการตั้งครภ์ อาหารคนท้อง อาการคนท้อง อาการตั้งครรภ์ เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการอยากมีลูก ทั้งหมดได้ที่ http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

พัฒนาการสมองของลูกน้อยขณะการตั้งครรภ์

การพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์

  สมองคืออวัยวะสำคัญอวัยวะหนึ่งที่มีการพัฒนาและเจริญเติบโตเป็นอันดับต้นๆ เพราะสมองมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหวต่างๆ ของอวัยะอื่นๆ ที่กำลังจะพัฒนาขึ้นในไม่ช้า มาดูกันดีกว่าว่าตลอดการตั้งครรภ์ ลูกน้อยของเรามีพัฒนาการสำคัญๆ อย่างไรบ้าง
การตั้งครรภ์
หลังปฏิสนธิ 16 วัน
    แผ่นประสาท (Neural Plate) เจริญเติบโตขึ้นเพื่อพัฒนาไปเป็นระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย จัดเป็นโครงสร้างประสาทที่ใหญ่ที่สุด
หลังปฏิสนธิ 22 วัน
    จากแผ่นประสาทพัฒนาเป็นหลอดประสาท (Neural Tube) ซึ่งต่อมาจะพัฒนาเป็นสมองและไขสันหลังต่อไป
สัปดาห์ที่ 6-7
   เมื่อหลอดประสาทปิดสนิทแล้ว จะค่อยๆ พองออกและเจริญเติบโตกลายเป็นสมอง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง และสมองส่วนหลัง จากนี้สมองยังคงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ศีรษะมีขนาดใหญ่กว่าลำตัว
สัปดาห์ที่ 8
   ความยาวของลูกน้อยประมาณ 4 เซ็นติเมตรแล้ว และแขนขาเริ่มงอก เซลล์ประสาทหลายล้านเซลล์ก็ถูกสร้างขึ้นและเชื่อมต่อกัน เพื่อเตรียมตัวให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวร่างกาย
สัปดาห์ที่ 12
   เริ่มมีการสร้างกระดูก ส่วนนิ้วมือและนิ้วเท้าเป็นรูปร่างอย่างชัดเจน ผิวหนัง เล็บ และกะเปาะผมก็ปรากฏให้เห็น ส่วนอวัยวะเพศพอจะมองออกแล้วว่าเป็นเด็กหญิงหรือชาย และเริ่มขยับร่างกายได้บ้างแล้ว
สัปดาห์ที่ 14
   มองเห็นแล้วนะ ว่าลูกเพศอะไร
สัปดาห์ที่ 16 -18
   ลูกน้อยยาวประมาณ 12 เซ็นติเมตร หนัก 110 กรัม ดวงตาของลูกเริ่มเคลื่อนไหวได้แล้วจากการทำงานของสมองส่วนกลางที่เจริญเติบโตมากขึ้น ลูกน้อยจะมีปฏิกิริยารีเฟลกซ์ต่างๆ เช่น การดูดและกลืน ซึ่งการเกิดปฏิกิริยาเหล่านี้จะพัฒนาไปพร้อมๆ กับการเจริญเติบโตของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ปลอกประสาทที่ชื่อว่าไมอีลินก็พัฒนาขึ้น ช่วยให้เซลล์ประสาทแต่ละเซลล์ส่งข้อมูลกันได้เร็วขึ้น
สัปดาห์ที่ 20
   เข้าสู่ครึ่งทางของการตั้งครรภ์แล้ว ลูกน้อยมีน้ำหนักถึง 300 กรัมแล้ว ตอนนี้เขาจะเริ่มดิ้นบ่อย ทุกๆ 1 นาที ผิวหนังของลูกเริ่มหนาขึ้น โปร่งแสงน้อยลง ขนอ่อนๆ ขึ้นปกคลุมทั่วร่างกาย ในสัปดาห์ที่ 22-25 หูชั้นในของลูกจะเริ่มพัฒนาขึ้น และจะพัฒนาสมบูรณ์เมื่อ 6 เดือนหลังคลอด
สัปดาห์ที่ 24
   น้ำหนักของลูกน้อยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สัปดาห์นี้จะหนักประมาณ 630 กรัม ผิวหนังเหี่ยวย่น มองเห็นคิ้วและขนตา ชั้นไขมันเพิ่งเริ่มสะสม ตอนนี้เจ้าตัวน้อยได้ยินเสียงจากภายนอกท้องคุณแม่ได้แล้วนะ แถมกะพริบตาได้ด้วย
สัปดาห์ที่ 26
   ระบบรับรู้ความรู้สึกเริ่มพัฒนาขึ้นและเชื่อมต่อกับเซลล์สมอง โดยเฉพาะระบบประสาทที่เกี่ยวกับความเจ็บปวด ตอนนี้หนูน้อยรู้สึกเจ็บเป็นแล้ว
สัปดาห์ที่ 28
   ลูกน้อยจะมีพฤติกรรมคล้ายๆ ทารกแรกเกิด เช่น นอนหลับเป็นเวลา ดูดนิ้ว ยืดเหยียดตัว หันไปตามเสียงที่ได้ยิน มองเห็นแสงที่ผ่านเข้ามาในท้องแม่ กะพริบตา เป็นต้น ส่วนสมองและระบบประสาทก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการเก็บข้อมูล แปรผล จากการมองเห็น ได้ยิน ความรู้สึก เพื่อใช้ประโยชน์หลังคลอด
สัปดาห์ที่ 30
   สมองของลูกจะมีรอยหยักย่น เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับบรรจุเซลล์สมองให้มาก การมีเซลล์สมองมากจะทำให้สมองมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สัปดาห์ที่ 32-36
   เซลล์สมองของลูกเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการแบ่งกลุ่มเพื่อไปทำหน้าที่ที่ซับซ้อนและเจาะจงมากขึ้น เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 36 ผิวของลูกน้อยจะไม่เหี่ยวย่นแล้ว เพราะสร้างชั้นไขมันจนเต็ม
สัปดาห์ที่ 40
   พัฒนาการลูกน้อยสมบูรณ์ครบ พร้อมคลอดแล้ว ตอนนี้น้ำหนักประมาณ 3,400 กรัม สำหรับสมองของลูกน้อยจะยังคงพัฒนาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เซลล์ประสาทจะแตกกิ่งก้านสาขาไปจนถึง 2 ขวบ และหลังจากนั้นจึงจะลดการสร้างเซลล์ลงไปเรื่อยๆ และหยุดในที่สุด
อาหารเพื่อสมองของลูกน้อย
  สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สมองของลูกน้อยมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดี และคุณแม่สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้
  • กินวิตามินบำรุงครรภ์ ซึ่งก็คือ โฟลิค วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินดี และธาตุเหล็ก ซึ่งวิตามินเหล่านี้คุณหมอมักจะจัดมาให้คุณแม่กินอยู่แล้ว สำคัญคือต้องกินตามที่คุณหมอแนะนำและห้ามขาด
  • กินโอเมก้า-3 เพราะเป็นสารอาหารสำคัญในการเสริมสร้างสมอง
  • ระมัดระวังสารปรอทจากปลาน้ำลึก ควรเลือกกินปลาที่มีสารปรอทต่ำ เช่น แซลมอน กุ้ง และควรกินแค่อาทิตย์ละ 2 มื้อ เป็นอาหารคนท้องได้ดี
  • กินผักและผลไม้สม่ำเสมอ เพราะในผักและผลไม้มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อสมองจากการถูกทำลาย
  • งดแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้พัฒนาการลูกช้า
  • กินโปรตีนอย่างเพียงพอ เพื่อนำไปสร้างเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

อ่านเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการตั้งครภ์ อาหารคนท้อง อาการคนท้อง อาการตั้งครรภ์ เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการอยากมีลูก ทั้งหมดได้ที่  http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/

วัคซีนเพื่อแม่ท้อง ตอนที่ 1

วัคซีนเพื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ตอนที่ 1

การรับวัคซีนในแม่ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนการตั้งครรภ์ หรือช่วงอาการตั้งครรภ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันแม่และลูกในท้องติดเชื้อโรคที่วัคซีนนั้นป้องกันได้ หากติดเชื้อโรคแม่และลูกอาจเกิดความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยรุนแรงจนถึงกับเสียชีวิต ในขณะที่การรับวัคซีนนอกจากป้องกันโรคได้วัคซีนแล้ว ยังไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับแม่และลูกในท้องแม้แต่น้อย นอกจากนั้นวัคซีนยังสามารถป้องกันโรคให้ลูกในช่วงหลังคลอดได้อีกด้วยค่ะ
การตั้งครรภ์
วัคซีนแบ่งง่ายๆเป็น 2 ชนิด ได้แก่
1. ชนิดตัวตาย (Inactivated Vaccines) วัคซีนชนิดตัวตายนี้ ทำจากจุลินทรีย์ที่ถูกทำให้ตายทั้งตัวหรือบางส่วน เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบี โปลิโอชนิดฉีด ไอกรน ไข้สมองอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ อหิวาตกโรคไทฟอยด์ พิษสุนัขบ้า มะเร็งปากมดลูก ฯลฯ ข้อดีคือไม่น่าจะมีอันตรายใดๆ อาจใช้ในคนท้องได้ นอกจากนี้ ทอกซอยด์ (Toxoid) ซึ่งเป็นสารพิษของแบคทีเรียที่ทำให้ความเป็นพิษหมดไป แต่ยังป้องกันโรคได้ก็ถือว่าเป็นวัคซีนตัวตายชนิดหนึ่ง เช่น วัคซีนคอตีบ และบาดทะยัก
2. ชนิดตัวเป็น (Live Vaccines) ทำมาจากจุลินทรีย์ที่มีชีวิตแต่ทำให้ฤทธิ์อ่อนลงจนไม่ก่อโรคในร่างกายของเรา แต่สามารถกระตุ้นให้สร้างภูมิต้านทานได้ เช่น วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม อีสุกอีใส ไข้เหลือง (Yellow Fever) บีซีจี (ป้องกันวัณโรค) โปลิโอชนิดกิน ไทฟอยด์ (มีการผลิตทั้งชนิดตัวเป็นและตัวตาย) ฝีดาษ แอนแทรกซ์ ฯลฯ วัคซีนชนิดตัวเป็นนี้เป็นข้อห้ามใช้ในคนท้อง แต่มีข้อดีคือภูมิต้านทานอาจเพิ่มขึ้นมากและเร็วกว่าชนิดตัวตาย แล้ว...แม่ท้องจำเป็นต้องรับวัคซีนทุกคนหรือไม่ คำตอบได้มาจาก สมาคมโรคติดต่อของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ออกประกาศแนวทางการรับวัคซีนในแม่ท้อง ดังนี้
• แม่ท้องควรได้รับวัคซีนบาดทะยัก ไอกรน และไข้หวัดใหญ่ทุกราย (Routine Use)
• แม่ท้องที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะติดโรค ควรได้รับวัคซีนที่เหมาะสมกับการป้องกันโรคที่เสี่ยงติดต่อ
• แม่ที่ไม่ได้รับวัคซีนในช่วงท้องเพราะมีข้อห้าม หรือได้วัคซีนไม่ครบ ควรได้รับวัคซีนต่อหลังคลอด
• ต้องตระหนักว่ามีหลายวัคซีนที่ห้ามฉีดในแม่ท้อง
และวัคซีนต่อไปนี้คือ วัคซีนที่ห้ามฉีดในแม่ท้อง แต่ควรฉีดก่อนตั้งครรภ์ เนื่องจากสามารถป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นขณะท้องและป้องกันลูกหลังคลอด ซึ่งหากไม่ได้ป้องกันโรคเหล่านั้นอาจทำให้แม่และลูกเกิดอันตราย
1. วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม (Measles, Rubella, Mumps) วัคซีนสามอย่างนี้อยู่ในเข็มเดียวกัน ควรฉีดก่อนท้องเนื่องจากเป็นวัคซีนตัวเป็น หากฉีดในคนท้องอาจเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ วัคซีนนี้ควรฉีดอย่างยิ่ง เพราะ
โรคหัด หากเป็นตอนท้อง จะเพิ่มอัตราการแท้งและการคลอดก่อนกำหนด สำหรับข่าวลือหนาหูที่ว่า การฉีดวัคซีนหัดอาจเกี่ยวข้องกับการออติซึ่ม (Autism) ในเด็ก งานวิจัยทางระบาดวิทยาไม่พบความสัมพันธ์นี้
โรคหัดเยอรมัน หากเป็นตอนท้อง จะเพิ่มอัตราการแท้ง คลอดก่อนกำหนด ทารกตายในครรภ์ และความพิการแต่กำเนิด (Congenital Rubella Syndrome) เช่น หูหนวก ตาบอด พิการกระดูกและข้อ หัวใจและระบบประสาทสมองผิดปกติ ซึ่งมีโอกาสเกิดถึงร้อยละ 20-85 หากติดเชื้อหัดเยอรมันก่อนตั้งครรภ์ 20 สัปดาห์ และหากติดเชื้อตอนตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ความพิการของทารกในครรภ์ยิ่งมีโอกาสเกิดสูง
โรคคางทูม หากติดเชื้อตอนการตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกตายในครรภ์และมีความพิการทางหัวใจ
2. วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella) การติดเชื้ออีสุกอีใสในขณะการตั้งครรภ์ก่อน 20 สัปดาห์ มีโอกาสเกิดความพิการของทารก (Congenital Varicella Syndrome) คือ สมองเล็ก แขนขาไม่งอก ผิวหนังหนาผิดปกติ หูหนวก ถึงร้อยละ 2 วัคซีนนี้ควรฉีดในคนก่อนท้อง เพราะเป็นวัคซีนตัวเป็น ในคนที่เคยรับวัคซีนอีสุกอีใสครบแล้ว หรือเป็นโรคอีสุกอีใส หรือเป็นโรคงูสวัดมาก่อน แสดงว่ามีภูมิต้านทานต่ออีสุกอีใสแล้ว อาจไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนที่กล่าวมานี้ เป็นวัคซีนที่ห้ามฉีดในคนท้องอย่างเข้มงวด ดังนั้นก่อนรับวัคซีน ต้องแน่ใจว่าคนที่รับวัคซีนไม่ท้อง และควรฉีดก่อนท้องอย่างน้อย 28 วัน
แต่อย่างไรก็ตาม หากบังเอิญคุณแม่ท้องฉีดวัคซีนชนิดใดชนิดหนึ่ง งานวิจัยทั่วโลกยืนยัน ไม่พบทารกพิการจากการรับวัคซีนดังกล่าว จึงไม่มีข้อบ่งชี้ที่จะต้องทำแท้งเอาเด็กออกค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ไม่ควรประมาทและตรวจเช็กตัวเองทุกครั้งก่อนรับวัคซีนนะคะ
อ่านเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการตั้งครภ์ อาหารคนท้อง อาการคนท้อง อาการตั้งครรภ์ เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการอยากมีลูก ทั้งหมดได้ที่ http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ดูชัดๆ ลูกแฝดชายหญิง โอปอล์ หมอโอ๊ค

มาดูชัดๆ แฝดชายหญิง โอปอล์&หมอโอ๊ค

หลังจากที่ต้องพักฟื้น รักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลาเดือนกว่า ตอนนี้คุณแม่ ' โอปอล์ ปาณิสรา' ได้คลอดลูกชาย-หญิงฝาแฝดอย่างปลอดภัยแล้วค่ะ แต่อย่างที่รู้ๆ กันว่า โอปอล์นั้นมีอาการตั้งครรภ์ผิดปกติ และมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียลูกไปในตอนนั้น ทำเอาหลายๆ เป็นห่วงและต่างร่วมให้กำลังใจกันอย่างมากมาย 
และเมือไม่กี่วันมานี้ คุณแม่โอปอล์ได้ออกมาโพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวแล้วว่า ได้คลอดลูกน้อยฝาแฝดแล้วอย่างปลอดภัย โดยใช้ชื่อว่า "อลิน - อรัญ" แต่น้องนั้นคลอดก่อนกำหนดเลยตัวเล็กไปหน่อย 
การดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดนั้นต้องมีวิธีการ ขั้นตอนยังไงบ้างนั้นมาดูกันค่ะ
ทารก คลอดก่อนกำหนด คือ ทารกที่คลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ เช่น คลอดก่อนกำหนด 1-2 สัปดาห์ หรือ คลอดเมื่ออายุครรภ์ 35 หรือ 36 สัปดาห์
ทารก คลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาสุขภาพอะไรน่าเป็นห่วงมาก เพียงแต่ต้องดูแลใกล้ชิดและตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะทารกจะต้องปรับร่างกายสู่โลกภายนอกมากกว่าทารกที่คลอดตามกำหนดปกติ แต่ก็มีทารกที่ประสบปัญหามากเมื่อคลอดก่อนกำหนด คือ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดมากหรือน้ำหนักตัวน้อยมาก เช่น ทารกคลอดอายุครรภ์ประมาณ 32-33 สัปดาห์ หรือน้ำหนักตัวตอนแรกเกิดน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม ซึ่งจะมีปัญหาเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของระยะการตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตามทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมี พัฒนาการล่าช้าบ้าง เพราะระบบสมองของทารกจะเจริญเร็วที่สุดในช่วง 6-7 สัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ แต่เมื่อทารกคลอดก่อนช่วงเวลานี้จึงทำให้สมองยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่มากนัก ซึ่งแพทย์จะคอยตรวจเช็กพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอ เช่น การได้ยินและการมองเห็น ส่วนการส่งเสริมพัฒนาการนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจกระตุ้นลูกด้วยเสียงดนตรีเบาๆ การพูดคุยลูกบ่อยๆ การใช้สีและแสงอย่างเหมาะสมด้วย
ทารกคลอดก่อนกำหนด คือ ทารกที่คลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ เช่น คลอดก่อนกำหนด 1-2 สัปดาห์ หรือ คลอดเมื่ออายุครรภ์ 35 หรือ 36 สัปดาห์ ทารกคลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาสุขภาพอะไรน่าเป็นห่วงมาก เพียงแต่ต้องดูแลใกล้ชิดและตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะทารกจะต้องปรับร่างกายสู่โลกภายนอกมากกว่าทารกที่คลอดตามกำหนดปกติ 

แต่ก็มีทารกที่ประสบปัญหามากเมื่อคลอดก่อนกำหนด คือ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดมากหรือน้ำหนักตัวน้อยมาก เช่น ทารกคลอดอายุครรภ์ประมาณ 32-33 สัปดาห์ หรือน้ำหนักตัวตอนแรกเกิดน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม ซึ่งจะมีปัญหาเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของระยะการตั้งครรภ์
อย่างไรก็ตามทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมีพัฒนาการล่าช้าบ้าง เพราะระบบสมองของทารกจะเจริญเร็วที่สุดในช่วง 6-7 สัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ แต่เมื่อทารกคลอดก่อนช่วงเวลานี้จึงทำให้สมองยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่มากนัก ซึ่งแพทย์จะคอยตรวจเช็กพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอ เช่น การได้ยินและการมองเห็น ส่วนการส่งเสริมพัฒนาการนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจกระตุ้นลูกด้วยเสียงดนตรีเบาๆ การพูดคุยลูกบ่อยๆ การใช้สีและแสงอย่างเหมาะสมด้วย
ปัญหาทารกคลอดก่อนกำหนด
ตัวเย็น - เนื่องจากทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะตัวเล็กและตัวเย็นได้ง่าย จึงจำเป็นต้องคอยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้อบอุ่น โดยอาจจะใช้ตู้อบเป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดอุณหภูมิ
หายใจลำบาก – ทารกคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักน้อย เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวแรกคลอดเพียง 1 กิโลกรัม มักจะมีปัญหาการหายใจ และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจช่วย เพราะปอดยังทำงานได้ไม่เต็มที่
ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ – เนื่องจากการคลอดก่อนกำหนดทำให้เทารกตัวเย็นได้ง่าย จึงต้องดึงเอาสารสะสมที่เก็บไว้เป็นพลังงาน มาสร้างอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในระดับ 37% ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้
ติดเชื้อได้ง่าย – ภูมิคุ้มกันของทารกนั้นมักจะได้จากแม่ในช่วงระยะท้ายของการตั้งครรภ์ ทารกคลอดก่อนกำหนดจึงมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าทารกปกติถึง 4 เท่า
ตัวเหลือง – เนื่องจากการทำงานของตับในทารกคลอดก่อนกำหนดยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ทารกมีอาการตัวเหลืองนานกว่าทารกที่คลอดตามกำหนด และอาการตัวเหลืองนี้จะพบมากโดยเฉพาะในคนเอเชีย
การดูดกลืน – ร่างกายของทารกยังทำงานประสานการดูดกลืนและการหายใจไม่ค่อยดี ทำให้มีโอกาสสำลักนมได้บ่อยๆ
ป่วยกะทันหัน - หากทารกเกิดมีไข้ ตัวร้อน ติดเชื้อน้ำมูกเขียวข้น ดูดนมได้น้อยลง น้ำหนักไม่ขึ้น ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที แม้ว่าจะก่อนเวลานัดก็ตาม
น้ำคั่งในสมอง - ส่วนใหญ่ก็จะหายไปเองได้ แต่อาจมีทารกบางกลุ่มที่เมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ หัวจะดูโตกว่าคนอื่นนิดหน่อย เพราะถุงน้ำในสมองจะใหญ่กว่าคนปกติ แต่ไม่มีปัญหาด้านพัฒนาการ
ลำไส้เน่าตายอย่างเฉียบพลัน – ลำไส้ทารกคลอดก่อนกำหนดอาจเน่าขึ้นมาโดยที่ไม่มีทางป้องกัน และเกิดได้โดยไม่ทราบสาเหตุ ภาวะนี้เกิดได้ประมาณร้อยละ 10 ของทารกคลอดก่อนกำหนดทั้งหมด สามารถแสดงอาการได้หลายประเภท เช่น ลำไส้ขาดเลือดชั่วคราว ลำไส้ตายแต่ไม่ทะลุ และลำไส้ทะลุ

การดูแลลูกคลอดกำหนด


ทารกคลอดก่อนกำหนดจะอยู่โรงพยาบาลในระยะแรก โดยมีแพทย์และพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด จนทารกมีความพร้อมและน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นกว่า 1.8-2 กก. สามารถหายใจได้เอง สามารถดูดกลืนได้ดี มีการใช้ตู้อบน้อยลง ไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถกลับบ้านได้ แต่ว่าจะมีการนัดตรวจร่างกายในทุก 1-2 อาทิตย์เพื่อติดตามและสังเกตอาการ ซึ่งเมื่อกลับมาบ้านคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลลูกน้อย ดังนี้

     จัดสภาพแวดล้อม - จัดบรรยากาศในบ้านให้อากาศถ่ายเท ไม่อับชื้น เพื่อให้อุณหภูมิร่างกายในของลูกไม่เย็นหรือร้อนเกินไป
     รักษาความสะอาด – ทารกคลอดก่อนกำหนดนั้นมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากกว่าทารกคลอดปกติ อุปกรณ์และของใช้ลูกทุกอย่างต้องผ่านการต้มนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อ และรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในบ้านด้วย
     นม – แนะนำให้กินนมแม่เป็นหลัก แต่อาจต้องกินนมสูตร Enrich Post-discharge Formula เสริมควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยให้ลูกทำน้ำหนักดีขึ้น ถ้าน้ำหนักตัวขึ้น 40-50 กรัมต่อวันก็ถือว่าการเจริญเติบโตเป็นไปได้ด้วยดี

อย่างไรก็ตามคุณแม่ควรสังเกตภาวะการติดเชื้อ หากลูกน้อยมีไข้หรือตัวเย็นหรือดูซึมไม่ดูดนม หรือมีอาการที่ไม่แน่ใจ ควรโทรปรึกษากุมารแพทย์หรือพยาบาลทารกแรกเกิดตามเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ เพราะทารก คลอดก่อนกำหนดจะไวต่อการติดเชื้อ และอาจมีอาการรุนแรงอย่างรวดเร็วได้
Sanook! Women ขอเป็นกำลังใจให้ ครอบครัวอารยะสกุล ด้วยนะคะ ถ้ามีความคืบหน้ายังไงบ้างนั้น Sanook! women จะมาอัพเดทให้ได้ทราบกันค่ะ ตอนนี้เราย้อนไปดูภาพคุณแม่โอปอล์ตอนท้องที่ทั้งสวย เป๊ะกันดีกว่าค่ะ ^^
อ่านเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการตั้งครภ์ อาหารคนท้อง อาการคนท้อง อาการตั้งครรภ์ เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการอยากมีลูก ทั้งหมดได้ที่ http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เรื่องน่ารู้! เมื่อคุณแม่มือใหม่ต้องให้นมลูก

เรื่องน่ารู้! เมื่อคุณแม่หลังคลอดต้องให้นมลูก

หลังคลอด…นอกจากเป็นช่วงเวลาที่มาพร้อมภาระต่างๆ กับการดูแลเจ้าตัวเล็กอย่างทะนุถนอมแล้ว การให้นมลูกก็นับเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างมากเช่นกัน เพราะเด็กที่ได้ดื่มนมแม่ถือว่าจะได้รับสารอาหารที่ดีและครบถ้วนเพียงพอ ที่นมผสมทั่วไปเทียบไม่ติด
แต่ขณะเดียวกัน การให้นมลูกนั้น ยังมีบางสิ่งที่คุณแม่มือใหม่หลายคนอาจจะยังไม่มั่นใจหรือเก้ๆ กังๆ อยู่ว่าว่าควรจะให้นมอย่างไรดีถึงจะถูกต้องเหมาะสม วันนี้เราเลยหยิบเอาสาระน่ารู้ในการให้นมลูกด้วยตัวคุณเองสำหรับคุณแม่มือใหม่หรือคนที่อยากมีลูกมาฝากดังนี้ค่ะ
เรื่องน่ารู้! เมื่อคุณแม่มือใหม่ต้องให้นมลูก
เรื่องน่ารู้! เมื่อคุณแม่มือใหม่ต้องให้นมลูก
เมื่อไรควรให้เริ่มให้นม
หลังจากลูกคลอดออกมาแล้วประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง ตามสัญชาตญาณของเด็กเขาสามารถดูดนมจากเต้าคุณแม่ได้เองแล้วค่ะ และในช่วงแรกๆ ลูกอาจจะตื่นบ่อย จนทำให้คุณต้องหมั่นให้นมบ่อยๆ แต่ก็ไม่ต้องกังวลว่าน้ำนมจะหมดไปหรอกนะคะ เพราะยิ่งให้นมลูกมากเท่าไร กลไกตามธรรมชาติของร่างกายก็จะยิ่งผลิตน้ำนมออกมามากขึ้นเท่านั้น
เรื่องน่ารู้! เมื่อคุณแม่มือใหม่ต้องให้นมลูก
เรื่องน่ารู้! เมื่อคุณแม่มือใหม่ต้องให้นมลูก
เมื่อต้องให้นมในที่สาธารณะ
เมื่อคุณแม่มีเหตุจำเป็นต้องพาลูกน้อยออกไปนอกบ้าน แต่ลืมปั๊มนมเตรียมไว้ก็ย่อมจำเป็นต้องให้นมลูกท่ามกลางที่สาธารณะเช่นกัน แนะนำให้คุณสวมเสื้อผ้าแบบติดกระดุมหน้า สวมชุดชั้นในที่เปิดให้นมลูกได้ หรือมีผ้าพันคอผืนใหญ่ไปไว้คอยคล้องคอบดบังเพื่อป้องกันสายตาคนรอบตัวมองมา หรืออาจจะหามุมที่มีกำแพงช่วยบังอีกทีแล้วนั่งหันหลังให้ลับสายตาคนมากขึ้นก็ได้ค่ะ
อาการคนท้อง
เรื่องน่ารู้! เมื่อคุณแม่มือใหม่ต้องให้นมลูก
ระยะเวลาในการให้นมลูกที่เหมาะสม
ทางองค์การอนามัยโลกได้เคยประกาศไว้ว่าคุณแม่ควรให้ลูกดื่มนมตัวเองจนอายุครบ 2 ขวบ ขณะเดียวกัน เมื่อลูกน้อยอายุครบ 1 ขวบ คุณก็ควรให้อาหารเสริมอื่นๆ ควบคู่กันด้วย เพราะลูกน้อยจะได้รับสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อความต้องการของร่างกายมากขึ้น
เรื่องน่ารู้! เมื่อคุณแม่มือใหม่ต้องให้นมลูก
เรื่องน่ารู้! เมื่อคุณแม่มือใหม่ต้องให้นมลูก
อาการเจ็บจี๊ดที่หัวนม ผิดปกติหรือไม่
หากลูกน้อยดูดนมแล้วรู้สึกเจ็บจี๊ดที่บริเวณหัวนมล่ะก็ ลองสังเกตดูค่ะว่าลูกน้อยดูดนมถูกหรือไม่ โดยการดูดนมที่ถูกต้องสำหรับลูกก็คือ เขาจะต้องอ้าปากดูดเต็มๆ ตรงฐานนม หากดูดตรงๆ ที่หัวนมถือว่าดูดผิดท่าและแบบนี้จะทำให้เกิดอาการเจ็บจี๊ดที่หัวนมได้ค่ะ แต่หากในช่วงให้นมใหม่ๆ เขาดูดถูกท่าแต่คุณแม่ยังมีอาการเจ็บบ้างก็ถือว่าเป็นปกติ เมื่อนานๆ ไปอาการจะหายไปเอง แต่หากนานวันเข้าอาการยังเจ็บจี๊ดอยู่ ไม่ดีขึ้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ดีกว่าค่ะ
และนี่ก็คือสาระน่ารู้กับการให้นมลูกในคุณแม่มือใหม่ค่ะ สาวๆ คนไหนที่กำลังจะคลอดเจ้าตัวน้อยในไม่ช้า รีบๆ ทำความเข้าใจกันไว้เนิ่นๆ นะคะ เวลาให้นมลูกน้อยแล้วจะได้ไม่ต้องพลอยกังวลอีกต่อไป
อ่านเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการตั้งครภ์ อาหารคนท้อง อาการคนท้อง อาการตั้งครรภ์ เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการอยากมีลูก ทั้งหมดได้ที่ http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/