วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

8 สิ่งสำคัญ ที่คุณแม่ควรรู้ !

8 สิ่งสำคัญ ควรรู้เมื่อคุณมี "การตั้งครรภ์" !


          ในช่วงเวลา 9 เดือนของ การตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ๆทั้งหลายต้องดูแลสุขภาพตัวเองมากเป็นพิเศษ วันนี้เรามี 8 เคล็ด(ไม่)ลับ มาฝากกันค่ะ

การตั้งครรภ์


1.ควรฝากครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ยังน้อยๆ
  นอกจากฝากครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ยังน้อยแล้ว ยังรวมไปถึงกำหนดวันคลอดให้แน่นอน เพื่อให้การคลอดนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น และควรหลีกเลี่ยงการผ่าตัดคลอดก่อนกำหนด หรือหลังกำหนด เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อเด็กในครรภ์

2.ควรระวังเรื่องการใช้ยา
เพราะการใช้ยาบางชนิดมีผลต่อเจ้าตัวน้อย เช่น ยาความดัน ยาไทรอยด์ หรือยากันชัก และยาที่ควระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ยาแก้อาการปวดกล้ามเนื้อ ยารักษาอาการปวดข้อ หรือยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ 

3.ควรเสริมโฟลิก
อย่างน้อยวันละ 400 ไมโครกรัม หรือ 0.4 มิลลิกรัมต่อวัน

4.ควรนับการดิ้นของลูก
เมื่ออายุครรภ์ได้ประมาน 7 เดือน คุณแม่ควรสังเกตุว่าเจ้าตัวน้อยดิ้นเป็นปกติรึเปล่า โดยเฉพาะเวลาหลังอาหาร เจ้าตัวน้อยควรจะดิ้นมากกว่า 10 ครั้ง ในระยะเวลาประมาน 2 ชั่วโมง และในกรณีที่เด็กดิ้นน้อยครั้ง หรือมีอาการที่ผิดปกติ แนะนำให้คุณแม่ควรรีบไปพบคุณหมอ เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขได้ทันนะคะ

5.ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้เด็กเล็ก
เพราะจะทำให้คุณแม่มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายโดยไม่แสดงอาการจึงควรหลีกเลี่ยงที่จะสัมผัสน้ำลายเด็กเล็ก หรือล้างมือทุกครั้งหลังจากที่สัมผัสสารคัดหลั่งจากเด็กเล็ก 

6.งดทานเนื้อดิบ
การรับประทานเนื้อดิบ หรือใกล้ชิดสัตว์เลี้ยง เช่น แมว จะทำให้มีความเสี่ยงจากพยาธิที่ชื่อท็อกโซพลาสม่า ที่สามารถผ่านรกเข้าไปฝังตัวอยู่ในสมองเด็ก ส่งผลให้ศีรษะของเจ้าตัวน้อยผิดปติ และอาจทำให้เจ้าตัวน้อยตาบอดได้

7.หลีกเลี่ยงสารเคมี
คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ไม่ควรแช่น้ำร้อนหรืออบซาวหน้า โดยเฉพาะในช่วงอายุครรภ์ 3 เดือนแรก เพราะความร้อนมีผลต่อเซลล์ประสาทของทารกที่ยังสร้างไม่สมบูรณ์ดีนัก หากไม่จำเป็นก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะหากร่างกายได้รับการสะสมอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่อาจคาดเดาผลที่ตามมาได้

8.เป็นมะเร็งขณะตั้งครรภ์
เมื่อพบความผิดปกติควรรีบไปปรึกษาคุณหมอทันที เพื่อทำการวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม


ขอขอบคุณที่มาจาก http://women.sanook.com/36649/

และติดตามเรื่องอื่นเพิ่มได้ที่ http://women.sanook.com/mom-baby/


วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

รู้จักใช้และเข้าใจ “ครีมกันแดด”

มาทำความรู้จักใช้และเข้าใจใน “ครีมกันแดด”

ทุกวันนี้ แดดก็ยังคงแรงอย่างต่อเนื่องนะคะ แล้วยิ่งแสงแดดเป็นตัวการทำลายผิวที่สำคัญ ทำให้เกิดผิวหนังไหม้ คล้ำ เกิดกระ ฝ้า หรือรอยเหี่ยวย่น และอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งผิวหนังได้ด้วย น่ากลัวสุดๆ จะออกจากบ้านทีนึงก็ไม่รู้จะหาอะไรมาป้องกัน หมวกก็แล้ว ร่มก็แล้ว ทาครีมกันแดดก็แล้ว แต่เอ๊ะ ! สาวๆ คะ ครีมกันแดดที่สาวๆ ทาอยู่เป็นประจำนั้น เลือกได้เหมาะสมและวิธีการทาที่ถูกต้องรึยังนะ ?
ครีมกันแดด
เรามารู้วิธีการทำงานของครีมกันแดดกันก่อน
ส่วนผสมในครีมกันแดดจะทำหน้าที่ในการปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยการดูดซับรังสี ป้องกันแสง UV ไม่ให้ผ่านเข้าไปถึงชั้นผิว หรือทำให้รังสี UV แตกกระจายออกไปเพื่อไม่ให้เข้าทำร้ายผิวโดยตรง สำหรับคำแนะนำในการใช้ครีมกันแดด ครีมกันแดด ที่ดีที่สุด คือครีมกันแดดที่สามารถที่จะป้องกันแสง UV ได้เพียงพอ สำหรับรังสี UV ก็แบ่งได้เป็น
- รังสีจาก UV-A จะทำให้ผิวแก่ก่อนวัย หน้าคล้ำได้ ฉะนั้นเวลาไปทะเล แล้วผิวคล้ำเกิดจาก UV-A
- รังสีจาก UV-B Burning คือผิวไหม้แดด เกรียมแดด อย่างกรณีไปอาบแดด แล้วผิวไหม้ ผิวเกรียม เกิดจาก UV-B
ฉะนั้นจึงต้องมีครีมกันแดดป้องกันทั้ง 2 อย่าง ทั้ง UV-A และ UV-B
ครีมกันแดด
แล้ว SPF คืออะไร
SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor โดยค่าของการปกป้องแสงแดด ถูกกำหนดด้วยระบบของ SPF เอง โดยส่วนใหญ่จะคำนวณจากปริมาณจากการป้องกันรังสี UVB ตัวเลขของ SPF บ่งบอกถึงความสามารถในการปกป้องผิวจากการถูกเผาไหม้จากแสงแดด ได้นานเท่าไหร่ เช่น SPF15 หมายถึง ป้องกันผิวจากการไหม้ได้ 15 เท่า เช่น ปกติคุณออกไปสู่แดดโดยไม่ได้ทาครีมกันแดดแล้วผิวไหม้ภายใน 20 นาที ถ้าหาก ทาครีมกันแดด SPF15 แล้ว จะทำให้การที่ผิวจะถูกแสดงแดดทำลายผิวให้ไหม้นั้น ต้องใช้เวลา เป็น 15 เท่าของ 20 นาที หรือ ประมาณ 300 นาที (5 ชั่วโมง) ผิวถึงจะถูกไหม้จากแสงแดด
ค่า SPF สูง ๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่า จะปกป้องแสดงแดดได้ดีไปกว่า ค่า SPF ที่ต่ำกว่า ในความเป็นจริงแล้ว ค่า SPF สูง ๆ นั้นจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย และยังเป็นไปไปได้ว่าอาจจะมีผลข้างเคียงที่อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้เช่นอาจ จะเกิดผดผื่นคันได้ นอกจากนี้ยังอาจจะทำให้สีผิวของเราไม่สม่ำเสมอ เกิดรอยด่างขึ้นได้ และยังอาจจะทำให้เสื้อผ้าเป็นคราบสีเหลืองติดเสื้อผ้าอีกด้วย
แล้ว PA คืออะไร
ครีมกันแดดใหม่ ๆ ที่วางขายกันในตลาดมักประกอบไปด้วย UVA Filter และค่าที่วัดการป้องกันรังสี UVA เรียกว่า PA โดย PA ย่อมาจากคำว่า Protection Grade of UVA ในขณะนี้ยังไม่มีหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานในการวัดค่าการดูดซืมของรังสี UVA ดังนั้นจึงถือเอาคำว่า PA เป็นหน่วยวัดรังสี UVA อย่างไม่เป็นทางการ ค่า PA นั้นจะมี 3 ระดับคือ PA+,PA++ และ PA+++
PA+++ นั้นสำหรับผู้ที่ต้องการ การปกป้องสูง (เจอกับแสงแดดจัด ๆ เป็นเวลานาน)
PA+ สำหรับผู้ที่ต้องการปกปกแสงแดด จากกิจกรรมทั่ว ๆไป (อาจจะไม่ได้เจอกับแสงมากนัก)
ดังนั้นสำหรับใครที่จะต้องเจอกับแสงแดดเป็นเวลาหลายชั่วโมง ให้เลือก PA++ หรือ สูงกว่านี้
จะซื้อครีมกันแดดต้องพิจารณาอะไรบ้าง
ในปัจจุบันมีครีมกันแดดให้เลือกซื้ออย่างมากมายในท้องตลาด การเลือกครีมกันแดดที่ดีจะต้องพิจารณาถึง
ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดด โดยดูจากค่า SPF (sun protection factor) ซึ่งก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจก่อนว่ารังสียูวีในแดดมีอยู่ 2 ชนิด คือ UVA ซึ่งเป็นรังสีที่มีอยู่ตลอดทั้งวันตั้งแต่เริ่มมีแสงไปจนถึงพระอาทิตย์ตก และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดริ้วรอยต่างๆ เมื่ออายุมากขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ออกไปตากแดด แต่หากนั่งทำงานริมหน้าต่าง ก็มีโอกาสได้รับรังสี UVA ได้ รังสีอีกชนิดคือ UVB ซึ่งเป็นสาเหตุของผิวไหม้แดดและหมองคล้ำ สามารถส่งผลให้เห็นได้ภายใน 24-48 ชั่วโมง
โดยทั่วไปแล้ว การทาครีมที่มี SPF จะสามารถปกป้องได้เฉพาะรังสี UVB เท่านั้น แต่ไม่สามารถป้องกันรังสี UVA ที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ การเลือกซื้อครีมกันแดดที่ดีจะต้องเลือกชนิดที่สามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB โดยสังเกตจากข้อมูลที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่มักมีคำถามเกี่ยวกับการเลือก SPF ว่าสูงหรือต่ำจึงจะดีกว่ากัน ในความเป็นจริงแล้ว SPF ที่มากกว่า 30 ขึ้นไปให้ฤทธิ์ของการปกป้องแสงแดดแตกต่างกันน้อยมาก โดย SPF 15 สามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 93% SPF 30 ป้องกันได้ 97% ในขณะที่ SPF มากกว่า 50 ป้องกันได้ 98% ซึ่งแตกต่างกันเพียง 1% จึงอาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้ครีมกันแดดที่มี SPF สูงๆ
ความเข้ากันได้และเหมาะสมกับสภาพผิว ครีมกันแดดที่ดีจะต้องเข้าได้กับสภาพผิวหน้าของเรา สามารถกระจายได้ดี ไม่ทำให้เกิดคราบ ครีมกันแดดในปัจจุบันมีในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อครีม เจล หรือโลชั่น ซึ่งจะเหมาะกับคนที่มีสภาพผิวต่างๆ กัน เช่น คนผิวมันควรเลือกชนิดที่เป็นเจลหรือโลชั่น เป็นต้น
การเลือกใช้ครีมกันแดด
- ใช้ครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก เพราะรังสียูวีสามารถผ่านเมฆ และลงมือทำร้ายผิวของคุณได้แม้วันที่ไม่มีแสงแดด
- โยนครีมกันแดดหลอดเก่าทิ้งไปและซื้อครีมกันแดดหลอดใหม่ เพราะครีมกันแดดมีอายุการใช้งานได้เพียง 1 ปีหลังจากเปิดใช้
- ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อยที่สุดเท่ากับ 15 ในวันธรรมดา และควรใช้ SPF ที่มีค่าตั้งแต่ 30 ขึ้นไป ในวันที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง สำหรับเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 ทารกที่อายุน้อยกว่านี้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด
- ควรทาครีมกันแดดให้เพียงพอกับขนาดของร่างกาย อย่าขี้เหนียวครีมกันแดด (โดยปกติสำหรับผู้ใหญ่ควรทาอย่างน้อย 30 ซีซี) และสิ่งสำคัญคือห้ามลืมทาบริเวณที่ถูกแสงแดดเผาไหม้ได้ง่าย เช่น จมูกหรือหลังเท้า
- ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อย 20-30 นาทีก่อนออกไปสัมผัสกับแสงแดดเพราะครีมจะได้ซึมเข้าสู่ผิว และควรทาซ้ำทุกๆ 90 นาที ถึง 2 ชั่วโมงเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง แต่ถ้ามีเหงื่อออกหรือเพิ่งขึ้นจากน้ำควรรีบทาซ้ำทันที
ควรใช้ครีมกันแดดชนิดกันน้ำ สำหรับการออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ และให้พิจารณาฉลากข้างกล่อง ถ้าเขียนว่า“waterproof” จะสามารถปกป้องผิวได้ประมาณ 80 นาที แต่ถ้าเขียนว่า “water resistant” จะปกป้องผิวได้ประมาณ 40 นาที สิ่งที่ควรรู้อีกประการคือ ผลิตภัณฑ์กันแดดชนิดฉีดพ่น (สเปรย์) จะถูกน้ำล้างออกได้ง่าย และรวดเร็วกว่าชนิดครีมหรือโลชั่น
และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คุณยังสามารถปกป้องผิวของคุณได้ด้วยการสวมเสื้อผ้ามิดชิด สวมหมวกใบใหญ่ และสวมแว่นกันแดด เพื่อลดการสัมผัสกับรังสียูวี เพียงเท่านี้ผิวของคุณก็ได้รับการปกป้องและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วยค่ะ
อัพเดทเรื่องความสวยความงาม เทรนการแต่งหน้า และความรู้เรื่องผู้หญิง ทั้งหมดได้ที่นี่ http://women.sanook.com/tag/ครีมกันแดด

โรคเบาหวานก่อนการตั้งครรภ์ VS โรคเบาหวานขณะการตั้งครรภ์

โรคเบาหวานก่อนการตั้งครรภ์ VS โรคเบาหวานขณะการตั้งครรภ์

เป็นเบาหวานขณะการตั้งครรภ์ อันตราย !!


          ในปัจจุบันเราพบผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานกันมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างจะเอื้ออำนวย เช่นการทานอาหารรสหวาน น้ำหนักตัวมาก หรือกินดีอยู่ดีมากไป เป็นต้น และการถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วย 
สำหรับคุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ จะสามาเป็นโรคเบาหวานได้  2 แบบนะคะ

1.โรคเบาหวานก่อนการตั้งครรภ์ 
ในโรคเบาหวานประเภทนี้ คือ คุณแม่ป่วยเป็นเบาหวานอยู่แล้วก่อนแล้วก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์ 

ผลกระทบต่อตัวคุณแม่เอง : อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ อาจถึงขั้นครรภ์เป็นพิษเลยก็ได้ คุณแม่อาจเกิดอาการบาดเจ็บจากการคลอดได้ 

ผลกระทบต่อทารกในครรภ์ : ทารกแท้ง ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกพิการ คลอดยากเพราะขนาดตัวใหญ่ ปอดของทารกไม่พัฒนา ทารกมีภาวะแทรกซ็อนหลังการคลอด หรือทารกเสียชีวิตในครรภ์

สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน แต่อยากมีลูก ต้องทำยังไง?
1. ปรึกษาสูติแพทย์ เพื่อเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์ 
2. เมื่อตั้งครรภ์ควรไปพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ทันที
3. ควรควบคุมปริมาณน้ำตาลให้ปกติ หรือใกล้เคียงกับค่าปกติที่สุด ก่อนมีการตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน
4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก่อนการตั้งครรภ์ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือใกล้เคียงที่สุด
5. ควรทานสารโฟเลต กรดโฟลิค หรือวิตามินบี 9 ตามคำแนะนำของแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์ 1 เดือน เพื่อลดการเกิดความผิดปกติของระบบประสาทและสมองของเจ้าตัวน้อยในครรภ์

หากคุณมีภาวะต่อไปนี้ ไม่ควรอย่างยิ่งแก่การตั้งครรภ์
1. มีค่าฮีโมโกลบินอิ่มน้ำตาลมากกว่า 10%
2. เบาหวาลงไตหรือขึ้นตา และเส้นเลือดหัวใจตีบหรือภาวะหัวใจขาดเลือด คุณอาจเสียชีวิตได้หากตั้งครรภ์
3. คุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานและมีอายุมากกว่า 35 ปี
4. มีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น โรคไธรอยด์เป็นพิษ

2. โรคเบาหวานขณะมีการตั้งครรภ์
เกิดจากฮอร์โมนหลายชนิดที่สร้างจากรก มีฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ประกอบกับการรับประทานอาหารรสหวานมากขึ้น น้ำหนักตัวที่มากขึ้นจนทำให้มีไขมันมาสะสมในช่องท้องมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งไม่ได้มีการออกกำลังกายหลังการตั้งครรภ์ด้วย

ดูแลตนเองอย่างไร?
1. ควบคุมปริมาณอาหาร คุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานทุกคนควรปรึกษานักโภชนากร เพื่อรับคำแนะนำอย่างถูกต้องโดยทั่วไปในการควบคุมอาหารคือ จำกัดปริมาณของอาหารให้เหลือประมาณ 1,800-2,500 กิโลแคลอรี่ต่อวัน จำกัดคาร์โบไฮเดรต จำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล ไม่เกินร้อยละ 40 ของอาหารอื่นๆ แบ่งการทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ ดีกว่า ทานมื้อใหญ่ทีเดียว และที่สำคัญควรงดอาหารที่มีรสหวาน ไม่ควรรับประทานผลไม้รสหวาน น้ำผลไม้กระป๋อง ข้าวขัดขาว ฯลฯ
2. ออกกำลังกายเป็นประจำ คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ไม่มีอาการ เช่น ไม่เป็นโรคหัวใจ ไม่มีอาการความดันโลหิตสูง ไม่มีอาการครรภ์เป็นพิษ ไม่มีอาการน้ำคร่ำรั่ว เป็นต้น สามารถออกกำลังกายได้ เช่น การเดิน หรือเต้นแอโรบิกช้าๆ และที่สำคัญไม่ควรออกกำลังกายหักโหมจนร่างกายร้อน แนะนำให้ออกกำลังกายไม่เกิน 20-30 นาทีต่อครั้งต่อวัน
3. ใช้ยารักษาเบาหวาน ในกรณีที่คุณไม่สามารถที่จะควบคุมปริมาณน้ำตาลได้ คุณหมอจะแนะนำให้ใช้ยารักษาโรคเบาหวาน ซึ่งจะมีทั้งยาฉีดและยารับประทาน
4. ตรวจวัดระดับปริมาณน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ 
5. ควรมาพบคุณหมอและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด 


ขอบคุณที่มาจาก : http://women.sanook.com/13117/

อ่านเรื่องอื่นเพิ่มเติม : http://women.sanook.com/mom-baby/

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

เรื่องสิวๆ กลบ ปิดให้มิดด้วยการแต่งหน้า

เรื่องสิวๆ กลบ ปิดให้มิดด้วยการแต่งหน้า

"แต่งหน้า" อย่างไร ให้เนียน กลบ ปกปิด ให้มิด เมื่อ "มีสิวSanook! Women มีเทคนิคขั้นเทพเริ่ดๆ จากmamichula8153 ผู้โด่งดังบน เว็บไซต์ youtube มาแนะนำแล้วค่ะ
สำหรับสาวๆ อย่างเราๆ แล้ว เรื่อง "สิว" เป็นเรื่องธรรมชาติจริงๆ นะคะ ผุดขึ้นมาได้ ก็ทำให้หายได้เช่นกันนะ การทำให้ "สิว" หายไป ก็มีวิธีรักษาสิวหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการบำรุง ปรึกษาแพทย์ หรือใช้สมุนไพรเข้ามาช่วยเยียวยา ก็สามารถทำได้ ซึ่งแต่ละวิธี ก็ขึ้นอยู่กับผิวของคุณสาวๆ แต่ละคนด้วย
หากเจ้า "สิว" ที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้า ดื้อจัด รักษานาน หายไม่ทันใจ เรามีเทคนิคกลบ "สิว" ให้มิดแบบง่ายๆ ด้วยการ "แต่งหน้า" มาบอกให้สาวๆ สวยต่อกันค่ะ มาดูวิธีกันเลย
ผลิตภัณฑ์ที่ mamichula8153 ใช้มีดังนี้
Aloe Vera
Juice Beauty Hydrating Mist
Covergirl Aquasmooth Foundation (Buff Beige)
Maybelline Fit Me Concealer
Rimmel Stay Matte Powder
Loreal True Match Powder W8
Covergirl Cheekers Blush in Rose Silk
The Balm Mary Luminizer
Off Camera:
Stila Stay All Day Liner
Covergirl Full Lash Bloom Mascara
NYX Soft Matte Lip Cream in Stockholm
เมื่อสาวๆ แต่งหน้าแล้ว กลับถึงบ้าน ก็อย่าลืมทำความสะอาดใบหน้าให้เกลี้ยงด้วยนะคะ เจ้าสิวจะได้ไม่สะสมมากขึ้นไปกว่าเดิมค่ะ และหากเป็นไปได้ ก็อย่าแต่งหน้าบ่อยเกินไป พักหน้าบ้างไรบ้าง จะดีที่สุดนะจ๊ะ
อัพเดทเรื่องความสวยความงาม เทรนการแต่งหน้า และความรู้เรื่องผู้หญิง ทั้งหมดได้ที่นี่ http://women.sanook.com/beauty/makeup/

กินอาหารคนท้องพลังงานสูง มีสิทธิได้ลูกชาย !!

กินอาหารคนท้องพลังงานสูง มีสิทธิได้ลูกชาย !! 

อาหารคนท้อง 

          สูตรการเลือกเพศลูก ไม่ได้มีกันเฉพาะประเทศในแถบเอเชียเท่านั้น ในกลุ่มประเทศยุโรปก็มีการทำวิจัยกันทีเดียวว่า ก่อนที่คุณแม่จะมีการตั้งครรภ์นั้น ต้องให้แม่รับประทานอาหารคนท้องอะไรถึงจะได้ลูกสาว หรือลูกชาย ผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในรายงานการประชุมวิชาการ The Royal Society B: Biological Science ของสถาบัน Britain's de facto academy of science ซึ่งการวิจัยนี้ เป็นทีมงานของ University of Exeter ประเทศอังกฤษ

อาหารคนท้อง


          การวิจัยเริ่มจากการสอบถามคุณแม่จำนวน 740 คน ที่มีการตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก และยังไม่ทราบเพศลูกในครรภ์ โดยคุณแม่ถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ตามจำนวนแคลลอรี่ของอาหารคนท้องที่คุณแม่รับประทานในแต่วัน
          ผลปรากฏว่า 56% ในกลุ่มของคุณแม่ที่รับประทานอาหารคนท้องที่มีพลังงานสูง ได้ให้กำเนิดลูกชาย และนอกจากการรับประทานอาหารคนท้องที่มีพลังงานมากแล้ว คุณแม่กลุ่มนี้ยังรับประทานอาหารคนท้องที่ประกอบได้ด้วย
       
          โปแตสเซียม แคลเซียม วิตามินซี อี และบี 12 มีความเป็นไปได้ว่าผู้หญิง ที่รับประทานอาหารเช้าทุกวัน มีสิทธิจะตั้งครรภ์และได้ลูกชายมากกว่าคนที่รับประทานอาหารเช้าแค่ 1 วันต่อสัปดาห์ เพราะผลการค้นพบนี้ สอดคล้องกับอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของทารกเพศหญิงตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

          จากผลการวิจัยที่แสดงค่าเฉลี่ยว่า คนในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการรับประทานอาหารคนท้องที่ให้พลังงานลดลง และมีจำนวนที่ไม่รับประทานอาหารเช้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

          การวิจัยนี้จึงเป็นตัวช่วยอธิบายว่า ทำไมผู้หญิงในประเทศที่พัฒนาแล้วและเลือกรับประทานอาหารแคลอรี่น้อยๆ จึงมีสัดส่วนของการตั้งครรภ์ที่ให้กำเนิดลูกชายลดลง

          อย่างไรก็ตามแม้ว่าการทำวิจัยนี้จะไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน และมนุษย์ก็ยังไขปริศนาตัวกำหนดเพศไม่ได้อย่างชัดเจนนัก

          แต่อย่างน้อยเราก็รู้ผลจากการทำเด็กหลอดแก้วว่า ระดับกลูโคสมีความสัมพันธ์กับในการช่วยสนับสนุนการเติบโตและพัฒนาการของตัว อ่อนเพศชาย ในขณะที่ผลจะเป็นตรงกันข้ามทันทีกับตัวอ่อนเพศหญิง


ขอขอบคุณที่มา : http://women.sanook.com/8034/

อ่านเรื่องอื่นสำหรับคนท้อง : http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

อยากมีลูก ท่วงท่ารักช่วยคุณได้

ใครที่ อยากมีลูก ฟังทางนี้ท่วงท่ารักช่วยคุณได้

อยากมีลูก

อยากมีลูก


1 ท่ามาตรฐาน ท่ามิชชันนารี
ท่านี้คือท่าที่ผู้หญิงต้องนอนหงาย แล้วคุณผู้ชายจะคร่อมอยู่ด้านบน ท่านี้จะช่วยให้น้ำอสุจิของคุณสามีอยู่ในร่างกายของคุณผู้หญิงได้นานขึ้น หลังเสร็จภารกิจแล้วอย่าเพิ่งขยับออกจากกันทันที หรืออย่าพึ่งลุกไปล้างเลย เพราะยิ่งเชื้ออสุจิอยู่ในร่างกายคุณนานเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะมีลูกก็มีมากขึ้นเท่านั้น



2 ท่าตะแคงข้างสร้างตัวน้อย
ท่าร่วมรักในท่านี้จะช่วยให้คุณผู้ชายสอดใส่เข้าไปได้ลึกมากขึ้น และจะสามารถช่วยให้น้ำอสุจิเข้าถึงมดลูกได้มากกว่าเดิม นั่นหมายความว่ากองทัพทหารน้อยของคุณผู้ชายจะมีโอกาสเข้าไปเจาะไข่ของคุณภรรยาได้มากขึ้นนั่นเอง



3 ท่าเข้าด้านหลัง (ด้านหลังนะคะ ไม่ใช่ประตูหลัง)
ในท่าที่เข้าจากด้านหลังนี้จะช่วยให้คุณผู้ชายนั้นสอดใส่เข้ามาได้ลึกมากกว่าเดิม และสามารถฉีดน้ำอสุจิเข้าใกล้ปากมดลูกได้มากขึ้น วิธีนี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณผู้หญิงที่มีลูกยาก แต่สำหรับผู้หญิงที่มีลูกง่าย คุณอาจจะอยากลองเน้นไปที่ทฤษฎีอื่น ๆ ที่ช่วยให้คุณเลือกได้ว่าจะมีลูกสาว หรือลูกชายไปเลยดีกว่า

 อยากมีลูก


4.ท่าผู้หญิงอยู่ด้านบน
ท่าที่คุณผู้หญิงขึ้นควบคุมเกมรักเอง ในลักษณะนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากมีลูกสาว เพราะจะช่วยให้คุณมีโอกาสมีลูกสาวได้มากกว่า เพราะโครโมโซมเพศหญิงจะสามารถอยู่รอดได้ภายในร่างกายของผู้หญิงได้นานกว่าโครโมโซมเพศชาย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องสอดใส่ให้เข้าไปลึกๆหรือฉีดน้ำเชื้อเข้าไปใกล้ ๆ ปากมดลูกก็ได้



5.ท่าบุรุษเบื้องหลัง
ท่ายืนแล้วให้ผู้ชายอยู่ด้านหลังคุณ ท่านี้ก็เป็นอีกท่าหนึ่งที่แนะนำสำหรับคู่ที่อยากมีลูกสาว

อยากมีลูก

6.ท่าแบบแอโรบิค
เป็นท่าที่ฝ่ายหญิงนอนลงบนพื้น แล้วยกขาขึ้นสูงชี้ฟ้า ให้คุณผู้ชายของคุณสอดใส่เข้ามาระหว่างขา นี่เป็นท่าที่แนะนำที่สุดถ้าหากคุณอยากมีลูกชาย คุณพ่อต้องสอดมาลึก ๆ แล้วฉีดน้ำอสุจิเข้าไปให้ลึกสุด ๆ เพราะโครโมโซมเพศชายนั้นจะมีอายุสั้นกว่าโครโมโซมเพศหญิงนักนั่นเอง จึงต้องฉีดเข้าไปให้ใกล้ปากมดลูกที่สุด



7.อย่าระเริงรักกลางวารี
ถ้าคุณอยากมีลูกล่ะก็ คุณต้องหลีกเลี่ยงการลงอ่าง หรือปฏิบัติภารกิจกันระหว่างอาบน้ำ เพราะน้ำอาจจะชะล้างน้ำเชื้อออกไปก่อนที่น้ำอสุจิจะมีโอกาสว่ายน้ำไปหารังไข่นั่นเอง

อยากมีลูก


8.ยกสะโพกให้สูงเข้าไว้
การยกสะโพกสูงคือสิ่งที่คุณต้องทำระหว่างใช้ท่ามิชชันนารี โดยการเอาหมอนวางไว้รองใต้สะโพก จะทำให้ปากมดลูก และมดลูกของคุณเรียงตัวกันได้แนว นอกจากนี้ยังทำให้คุณผู้ชายสามารถฉีดน้ำเชื้อเข้าไปตรง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการปฏิสนธิได้มากขึ้น



9.ท่าน้องหมา
ท่าน้องหมา เป็นท่าเด็ดที่จะทำให้คุณผู้ชายสอดใส่ได้ลึกไปถึงไหนถึงกัน แต่อย่าลืมค้างอยู่ท่านั้นซักพักนึง หลังจากที่พวกคุณถึงฝั่งฝันกันแล้วด้วยนะคะ เพราะว่าแรงโน้มถ่วงจะช่วยให้ตัวอสุจิสามารถเข้าไปถึงไข่ได้ง่ายยิ่งขึ้นค่ะ



10.ขึ้นให้ถึงจุดสุดยอด.....
  จุดสุดยอดอาจจะไม่ได้นับว่าเป็นท่วงท่าลีลาร่วมรัก แต่หากคุณอยากมีลูก คุณต้องเลือกท่าที่ช่วยให้คุณขึ้นสวรรค์ได้แบบสุด ๆ ยิ่งคุณฟินมากเท่าไหร่ ร่างกายคุณจะมีการบีบรัดที่ช่วยให้กองพลรบว่ายน้ำไปถึงช่องคลอดคุณได้ลึกมากยิ่งขึ้นเท่านั้น



13.ลูกชาย หรือลูกสาวดีนะ?
ท่าร่วมรักที่ช่วยให้คุณผู้ชายฉีดน้ำอสุจิเข้าไปในส่วนต้น ๆ ของช่องคลอดนั้นเหมาะสำหรับคนที่อยากมีลูกสาว แต่ท่าที่ช่วยให้คุณผู้ชายสอดใส่ได้ลึกกว่าจะเหมาะสำหรับคนที่อยากมีลูกชาย เนื่องจากโครโมโซมเพศหญิงจะมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าโครโมโซมเพศชายที่มักจะอายุน้อยกว่า และมีแรงอึดน้อยกว่านั่นเอง



เมื่อคุณอยู่ในช่วงพร้อมมีลูกมากที่สุดไม่ว่าคุณจะเลือกท่าไหน ช่วงเวลาตกไข่ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่คุณอยู่ในช่วงพร้อมมีลูกมากที่สุดจะยิ่งช่วยให้คนที่อยากมีลูก มีลูกได้เร็วยิ่งขึ้น

แนะนำว่าให้เวลาคุณผู้ชายพักด้วย เพราะจำนวนอสุจิของผู้ชายจะลดลงในแต่ละครั้งที่เขามีเพศสัมพันธ์ติดต่อกัน เว้นระยะห่างออกไปสักหนึ่งวันจะช่วยให้คุณผู้ชายปั๊มจำนวนอสุจิให้ได้มากขึ้น


อ่านเรื่องอื่นที่น่าสนใจเพิ่มเติม

**เคล็ดลับบ้านๆช่วยให้คุณมีลูกง่ายขึ้น

**เช็คให้ชัวร์ ท้องแน่รึเปล่า ?

ติดตามข่าวสารคนท้องได้ที่ >> http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/

7 อาการคนท้อง ที่นำไปสู่ การแท้ง !!

7 อาการคนท้อง ที่นำไปสู่ การแท้ง !!

อาการคนท้องที่ทำให้แท้ง !!

"เรารวบรวมเอา 7 ลักษณะอาการคนท้องหลักๆว่าอะไรที่ทำให้เกิดการแท้ง และวิธีที่จะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์สุขภาพครรภ์ที่ดีต่อไปในอนาคต"

การตั้งครรภ์


“ทรีช่า ทอมป์สัน” ผู้เขียนบทความเรื่อง Seven Most Common Miscarriage Causes ได้เล่าเรื่องแท้งของตัวเองว่า สามเดือนหลังจากคลอดลูกคนแรกแล้ว ก็อยากจะมีการตั้งครรภ์อีกครั้งให้เร็วที่สุด เพราะไม่อยากให้ลูกๆอายุห่างกันมาก พอลูกคนโตอายุ 13 เดือน เธอก็ได้ตั้งท้องสมใจ
แต่ก่อนที่ทรีช่าจะได้บอกข่าวดีกับสามี เธอก็แท้งเมื่อมีการตั้งครรภ์ได้เพียง 5 สัปดาห์เท่านั้น คุณหมอบอกว่ากรณีของทรีช่าถือว่ารู้ตัวเร็วมาก เพราะจริงๆแล้วมีแค่ 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รู้ตัวว่าตัวเองมีการตั้งครรภ์ และอีกครึ่งหนึ่งมักจะแท้งในไตรมาสที่หนึ่ง ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ก็ไม่ช่วยคลายความเสียใจของทรีช่าได้เลย
หลังจากฟังทรีช่าเล่าแล้วทำให้รู้ว่าแม้หลายครั้งเราอาจไม่รู้สาเหตุของการแท้งอย่างแท้จริง แต่ก็มีอยู่ 7 เหตุผลที่อาจทำให้เกิดการแท้งขึ้นได้ มีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ

1. ไลฟ์สไตล์ของคุณแม่ (สูบบุหรี่ กินเหล้า เมายา และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ)

ทำไมจึงทำให้แท้ง
สารนิโคตินสามารถผ่านเข้าไปสู่รกผ่านระบบเลือดและมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และมีโอกาสแท้งได้มากกว่าคุณแม่ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 2 แก้วต่อวันก็เสี่ยงแท้งด้วยเช่นกัน รวมถึงการใช้สารเสพติดด้วย นอกจากนี้คุณแม่ที่ทำงานในฟาร์ม ห้องผ่าตัด ร้านทันตกรรม และห้องแล็บในโรงพยาบาล มีอัตราเสี่ยงแท้งสูงกว่าอาชีพอื่นๆโดยไม่ทราบสาเหตุ

แก้ไขได้อย่างไร
เลิกพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการแท้งให้หมด แค่นี้คุณแม่ก็จะประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์มากขึ้น หรือหากคุณกังวลเรื่องสถานที่ที่ทำงานอยู่ ลองปรึกษาขอคำแนะนำจากคุณหมอและเจ้านายเพื่อหาทางออกและแก้ไขปัญหา

2. การติดเชื้อแบคทีเรีย

ทำไมจึงทำให้แท้ง
มีแบคทีเรียอยู่ 2 ชนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการแท้ง ได้แก่ ไมโคพลาสม่า โฮมินิส และ ยูเรียพลาสม่า ยูเรียไลติคัม ซึ่งทั้งสองชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในอวัยวะเพศทั้งผู้หญิงและผู้ชาย การติดเชื้อแบคทีเรียนี้จะทำให้เยื่อบุมดลูกเกิดการอักเสบ และส่งผลให้ตัวอ่อนไม่เจริญเติบโต การติดเชื้อแบคทีเรียนี้จะไม่มีอาการใดๆแสดงออกมา แต่สามารถพบได้ด้วยการตรวจว่าคุณแม่หรือคุณพ่อมีพาหะอยู่หรือไม่

แก้ไขได้อย่างไร
หากต้องการมีการตั้งครรภ์ แนะนำการรักษาอาการติดเชื้อนี้ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ

3. ภาวะรังไข่มีถุงน้ำหลายใบ

ทำไมจึงทำให้แท้ง
ภาวะนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแท้งซ้ำๆ ผู้หญิงที่มีถุงน้ำในรังไข่หลายใบจะมีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติ ดังนั้นจึงมีผลต่อกระบวนการการตกไข่และการมีประจำเดือน และยังทำให้มีอินซูลินในกระแสเลือดมากผิดปกติอีกด้วย

แก้ไขได้อย่างไร
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคโดยตรง จึงรักษาไปตามอาการที่เกิด โดยการใช้ยากระตุ้นการตอบสนองของอินซูลิน เช่น เมตฟอร์มิน ซึ่งจะช่วยลดการเกิดการแท้งได้ดี

4. โรคไทรอยด์ต่างๆ ทั้งภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนเป็นพิษ และภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ และโรคเบาหวาน

ทำไมจึงทำให้แท้ง
ภาวะโรคไทรอยด์และโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ล้วนทำให้มดลูกอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะแก่การตั้งครรภ์ และยากต่อตัวอ่อนที่จะอยู่รอดได้

แก้ไขได้อย่างไร
คำแนะนำคือต้องเปลี่ยนการใช้ชีวิตของตัวเอง พร้อมทั้งปฏิบัติตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด สำหรับเบาหวานควรควบคุมให้อยู่ในระดับปกติ ส่วนไทรอยด์สามารถรักษาได้ด้วยยา

5. ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

ทำไมจึงทำให้แท้ง
เมื่อสเปิร์มเข้ามาในร่างกายของคุณแม่ ร่างกายจะฟ้องว่านี่คือสิ่งแปลกปลอม แต่เมื่อไข่ได้รับการผสมแล้วจะส่งสัญญาณไปบอกคุณแม่ว่า "หนูไม่ใช่เชื้อโรคนะ" กระบวนการตั้งครรภ์จึงดำเนินต่อไปตามปกติ ในกรณีเดียวกัน หากไข่ที่ผสมแล้ว แต่ร่างกายของคุณแม่ไม่ยอมรับ เจ้าแอนตี้บอดี้แอนติฟอสโฟลิพิดที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดจะทำลายตัวเอง จึงมีผลทำให้เกิดการแท้ง ซึ่งเรื่องนี้นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญก็ไม่สามารถหาคำอธิบายได้

แก้ไขได้อย่างไร
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโดยตรง ทำได้เพียงให้ยากลุ่มต่อต้านการแข็งตัวของเลือด ได้แก่ แอสไพริน เฮพาริน และสเตียรอยด์

6. มดลูกผิดปกติและปากมดลูกหลวม

ทำไมจึงทำให้แท้ง
หากคุณแม่มีมดลูกผิดปกติ การแท้งย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะตัวอ่อนไม่สามารถฝังตัวได้ หรือหากฝังตัวได้แต่ก็ไม่สามารถเจริญเติบโต ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งคือมดลูกอ่อนแอหรือปากมดลูกหลวม เพราะก่อนจบไตรมาสแรก ทารกจะตัวโตขึ้นจนทำให้ปากมดลูกขยาย หากปากมดลูกอ่อนแอก็จะไม่สามารถพยุงตัวทารกไหว

แก้ไขได้อย่างไร
ข่าวดีก็คือ เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัด เรียกว่า การเย็บปากมดลูก

7. โครโมโซมผิดปกติ

ทำไมจึงทำให้แท้ง
โครโมโซมคือโครงสร้างขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยยีนส์ โดยปกติเรามีโครโมโซมทั้งหมด 23 คู่ ชุดหนึ่งมาจากแม่ และอีกชุดหนึ่งมาจากพ่อ เมื่อไข่และสเปิร์มมาผสมกัน บางครั้งโครโมโซมอาจบกพร่อง ไม่สามารถจับคู่กันได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการแท้งขึ้นได้

แก้ไขได้อย่างไร
หากคุณแม่เคยแท้งมาแล้วครั้งหนึ่ง ต้องอดทนรอสักหน่อย เพราะจากสถิติคุณแม่มีโอกาสตั้งครรภ์และมีลูกที่แข็งแรงได้อีก หากคุณแม่ยังคงแท้งอีก ให้แจ้งคุณหมอเพื่อเก็บเนื้อเยื่อไปตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม หรือหากโครโมโซมปกติคุณหมอจะได้หาสาเหตุอื่นต่อไปและสามารถเยียวยาได้ทันท่วงที

ทรีช่าทิ้งท้ายไว้ว่า "ฉันไม่รู้เลยว่าทำไมจึงแท้ง แต่ 2 เดือนต่อมาฉันก็สามารถมีการตั้งครรภ์ได้อีกครั้ง ลูกคนที่สองของฉันคลอดหลังจากวันเกิดลูกคนโตในสองสัปดาห์ถัดมา" ดังนั้นคุณแม่ที่ผ่านประสบการณ์เลวร้ายต้องรีบให้กำลังใจตัวเอง และลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้งนะคะ"

ขอบคุณที่มา : http://women.sanook.com/14941/

อ่านเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการตั้งครภ์ อาหารคนท้อง อาการคนท้อง อาการตั้งครรภ์ เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการอยากมีลูก ทั้งหมดได้ที่ http://women.sanook.com/mom-baby/pregnancy/